นักลงทุนรับรู้มานานแล้วว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางการเงินที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีเวลาที่จะให้รัฐบาลและธุรกิจค่อย ๆ ปรับตัว แต่ล่าสุด “JPMorgan Chase” ออกมาเตือนว่าสมมติฐานนี้กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับ “วิกฤติสภาพภูมิอากาศ” ที่รุนแรง ฉับพลัน จนไม่สามารถย้อนกลับได้ หรือที่เรียกว่า “Climate Black Swan” ซึ่งอาจทำให้ระบบการเงินโลกหยุดชะงักอย่างรุนแรง
คำว่า “Black Swan” ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก คาดการณ์ได้ยาก แต่ส่งผลกระทบมหาศาล แม้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจะมองว่าความเสี่ยงนี้เริ่มจะอยู่ในเกณฑ์ “Grey Rhinos” ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดแต่ถูกละเลย แต่ JPMorgan Chase ย้ำว่าผลกระทบจาก “จุดพลิกผันทางภูมิอากาศ” (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดของระบบธรรมชาติ หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินจุดนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบถาวรและไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีก ดังนั้นจึงไม่สามารถนำความสัมพันธ์ทางสถิติในอดีตที่ใช้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์มาใช้ได้อีกต่อไป
เมื่อระบบธรรมชาติของโลก เช่น แผ่นน้ำแข็ง ป่าไม้ และมหาสมุทร ข้ามผ่านจุดวิกฤติไปจะเกิดกระบวนการเสริมแรงตนเอง (Self-reinforcing processes) เช่น การละลายของน้ำแข็งที่ทำให้พื้นผิวโลกดูดซับความร้อนมากขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนคืนได้
ในตอนนี้ มีหลายระบบธรรมชาติที่ใกล้ถึงจุดวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตก การเปลี่ยนสภาพของป่าฝนแอมะซอนกลายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา และการล่มสลายของระบบหมุนเวียนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) ซึ่งหาก AMOC หยุดชะงัก อาจทำให้ทวีปยุโรปเผชิญกับอากาศหนาวรุนแรงถึงขั้น -20 องศาเซลเซียส และกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างหนัก
สถานการณ์นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎี เพราะในปี 2024 อุณหภูมิโลกได้แตะระดับขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเป็นการชั่วคราวเป็นครั้งแรก และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ประกาศว่าโลกได้ผ่านจุดพลิกผันแรกไปแล้ว ซึ่งก็คือ “การตายหมู่ของแนวปะการังน้ำอุ่น” นับเป็น “ความจริงชุดใหม่” ที่นักลงทุนต้องยอมรับ
ซาราห์ แคปนิก หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านภูมิอากาศโลกของ JPMorgan และอดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) เตือนนักลงทุนที่กำลังรอดูสถานการณ์อยู่ อาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะตอบสนอง เมื่อการเปลี่ยนแปลงเร่งตัวขึ้นเร็วกว่าที่สังคมและตลาดจะปรับตัวได้ทัน
“เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบต่าง ๆ อาจก้าวไปสู่จุดวิกฤติเร็วกว่าที่สังคมและตลาดจะปรับตัวได้” แคปนิคเน้นย้ำ
JPMorgan วิเคราะห์ว่า “ตลาดตราสารหนี้” จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคา หลังจากสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องได้รับความเสียหาย เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลใหม่ หากประเทศนั้น ๆ ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูภัยพิบัติที่สูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง
สำหรับภาคการธนาคาร แคปนิกชี้ว่า “พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัย” คือจุดที่มีความเสี่ยงน่ากังวลที่สุดในระยะยาว เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซากอาจสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับ “วิกฤติความสามารถในการรับประกัน” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัยเริ่มปรับเพิ่มเบี้ยประกันหรือถอนตัวออกจากพื้นที่เสี่ยงสูง
มาร์ค เวด หัวหน้าฝ่ายวิจัยความยั่งยืนของ Allianz Global Investors ระบุว่า อุตสาหกรรมประกันภัยจะกลายเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่สำคัญ โดยจุดพลิกผันทางการเงินจะเกิดขึ้นตามมา หลังจากจุดพลิกผันทางธรรมชาติถูกทำลาย ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนกระแสหลัก
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เริ่มขยับตัวอย่างจริงจัง เช่น Standard Life ที่บริหารสินทรัพย์กว่า 422,000 แสนล้านดอลลาร์ มีแผนทดสอบแบบจำลองสถานการณ์ภายใต้สภาวะภูมิอากาศสุดโต่งในปี 2027 โดย เฮตัล พาเทล หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนที่ยั่งยืนของ Standard Life เตือนว่านักลงทุนที่ยังไม่พิจารณาความเสี่ยงนี้ภายในกลางปี 2028 จะถือว่า “อยู่นอกกระแสหลัก” อย่างแท้จริง
ขณะที่ หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินแห่งสหราชอาณาจักร (PRA) สั่งให้ธนาคารและบริษัทประกันคำนึงถึงความเสี่ยงที่ไม่เป็นเส้นตรงและย้อนกลับไม่ได้ พร้อมระบุชัดเจนว่า “ข้อมูลย้อนหลังไม่สามารถใช้เป็นแนวทางที่เชื่อถือได้สำหรับความเสี่ยงภูมิอากาศในอนาคตอีกต่อไป” ซึ่งจะทำให้โมเดลบริหารความเสี่ยงแบบดั้งเดิมไร้ประสิทธิภาพ
ทิม เลนตัน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ตั้งข้อสังเกตว่าตรรกะของนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไป โดยพวกเขาเริ่มเลือกที่จะปรับราคาในตอนนี้ และดึงเอาอนาคตเข้ามาสู่ปัจจุบัน” หากเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม วิกฤติสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากวิกฤติอื่น ๆ ที่โลกเคยเจอในอดีต อนิเกต ชาห์ จาก Jefferies เปรียบเทียบว่า แม้บริษัทจะปรับตัวตามสงครามหรือโรคระบาดได้เร็ว แต่โลกไม่เคยเผชิญกับ “ภาวะช็อกที่ไม่สามารถย้อนกลับได้” เช่นนี้มาก่อน ทำให้การประเมินผลกระทบเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ
นอกจากนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศปัจจุบัน เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและราคาพืชผลอย่างฉับพลัน JPMorgan ระบุว่า จากการสำรวจพบว่ามีธนาคารเพียง 5% เท่านั้น ที่เริ่มนำปัจจัยจุดพลิกผันทางภูมิอากาศมาคำนวณในความเสี่ยงทางกายภาพ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการเงินในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน โลกยังไม่ให้ความสำคัญต่อการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่าที่ควร ทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่า พวกเขาจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด จัสติน เชเฟอร์ หัวหน้าฝ่ายแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของหน่วยบริหารสินทรัพย์มูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ของบริษัท Legal & General Group Plc กล่าวว่า “บางคนเริ่มหมดหวังแล้วว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานขึ้น” เนื่องจากอัตราการลดการปล่อยคาร์บอนที่ช้ากว่าที่คาดหวัง
การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นในการปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ การตัดสินใจของกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันภัยในการจัดสรรเงินทุนจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ในการผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นก่อนที่จุดพลิกผันจะมาถึง
ที่มา: BigGo Finance, Bloomberg, Business Standard, Financial Post, South China Morning Post


