วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ยูเอ็นไฟเขียว 'ปฏิญญาสากล' สู้ศึกอุบัติเหตุถนน สหรัฐฯ จวกยับแฝงวาระโลกร้อน

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติท่วมท้นรับรอง "ปฏิญญาความปลอดภัยทางถนน" มุ่งลดการสูญเสียระดับโลก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสหรัฐฯ ที่มองว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือผูกโยงนโยบายสิ่งแวดล้อม ขณะที่ข้อมูลชี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกลดลง แต่ทวีปแอฟริกายังพุ่งสูงขึ้นสวนทางภูมิภาคอื่น

การประชุมระดับสูงของสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน สิ้นสุดลงด้วยความเห็นพ้องส่วนใหญ่ โดยที่ประชุมมีมติ 162 ต่อ 1 เสียง (ไม่มีประเทศงดออกเสียง) รับรอง "ปฏิญญาความปลอดภัยทางถนน" (Progress Declaration)ซึ่งผูกพันให้รัฐบาลชาติต่างๆ ต้องยกระดับระบบความปลอดภัยทางถนน มาตรฐานยานพาหนะ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการนำ "ระบบที่ปลอดภัย" (Safe System Approach) มาใช้ เพื่อออกแบบถนนและรถยนต์ให้รองรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากมนุษย์

สหรัฐฯ ซัดเดือด "ลุกลามอำนาจ" แฝงวาระสิ่งแวดล้อม

แม้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นชอบ แต่ผู้แทนสหรัฐฯ กลับออกโรงวิจารณ์อย่างดุเดือด โดยระบุว่าปฏิญญาฉบับนี้เข้าข่าย "การลุกลามของอำนาจหน้าที่" (Mandate Crisis) ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กร พร้อมคัดค้านข้อกำหนดที่เชื่อมโยงเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนเข้ากับนโยบายภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 

"ความปลอดภัยบนถนนเป็นเรื่องของการปฏิบัติจริง ทั้งวิศวกรรม การขับขี่อย่างมีสติ และความรับผิดชอบส่วนบุคคล ไม่ควรถูกใช้เป็นช่องทางลับในการบังคับใช้ข้อตกลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของผู้คนด้วยมาตรการจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง" ผู้แทนสหรัฐฯ กล่าว

ด้านประเทศอื่นๆ แม้จะโหวตสนับสนุน แต่ก็แสดงจุดยืนและเงื่อนไขเฉพาะตัว เช่น อาร์เจนตินา ที่เน้นย้ำถึงสิทธิอธิปไตยในการบังคับใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายภายใน พร้อมสงวนท่าทีต่อบทบาทขององค์การอนามัยโลก (WHO) ขณะที่ ปารากวัยย้ำชัดว่ากระบวนการติดตามผลหลังปฏิญญานี้ รวมถึงตัวปฏิญญาเอง มีสถานะเป็นความสมัครใจและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

วิกฤติบนท้องถนน คร่าชีวิตคนมากกว่าสงคราม

ในการเปิดประชุม อนาเลนา แบร์บอค  ประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ทำไม UN ถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ท่ามกลางวิกฤติสงครามและความขัดแย้งทั่วโลก?

คำตอบคือ "ขนาดความรุนแรงของปัญหา" โดยอุบัติเหตุบนท้องถนนคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1.2 ล้านคนต่อปี และทำให้บาดเจ็บอีกราว 50 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากสงครามโดยตรง การฆาตกรรม หรือแม้แต่โรคมาลาเรียเสียอีก

แบร์บอคยังได้กล่าวถึงความสูญเสียส่วนตัวที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเธอเอง เมื่อป้าของเธอถูกรถรางชนเสียชีวิต ซึ่งร่องรอยแห่งความสูญเสียนั้นยังคงส่งผลกระทบสร้างความเจ็บปวดอย่างไม่มีวันสิ้นสุดมาจนถึงทุกวันนี้

ตัวเลขลดลง... แต่ยังช้าเกินไป

ข้อมูลชุดใหม่จาก WHO ที่เผยแพร่ร่วมกับปฏิญญาฉบับนี้ ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนทั่วโลกระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2568 ลดลง 21% แม้ว่าจะมีรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ล้านคันก็ตาม

ถึงกระนั้น ในปี พ.ศ. 2568 ยังคงมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 1.16 ล้านคน และอุบัติเหตุบนท้องถนนยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 5–29 ปี

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซูส  ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ได้สะท้อนภาพความจริงด้วยการขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมที่เคยประสบอุบัติเหตุ หรือสูญเสียคนรู้จักจากอุบัติเหตุ ลุกขึ้นยืน ซึ่งผลปรากฏว่ามีผู้ยืนขึ้นแทบจะทั้งห้อง

"ผมคิดว่าเกือบทั้งหมดของพวกเรา... การเสียชีวิตบนท้องถนนทุกรายเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ และไม่มีกรณีใดที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น" เทดรอสกล่าว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก

  • ยุโรป: ลดลง 36 %
  • เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (Western Pacific): ลดลง 15 %
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ลดลงเพียง 2 %
  • ทวีปอเมริกา: ตัวเลขทรงตัว
  • ทวีปแอฟริกา: พุ่งสูงขึ้นถึง 17 %

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด โดย WHO ยืนยันว่าการสวมหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงได้มากกว่า 6 เท่า

ด้าน ฌอง โตดต์ ทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติ ด้านความปลอดภัยทางถนน สรุปสถานการณ์ได้อย่างเจ็บแสบว่า "การทำธุรกิจแบบเดิมๆ เท่ากับการทำธุรกิจบนความตาย"

ที่มา : United Nations