“จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อเธอตัดสินใจขึ้นไปใช้ชีวิตบนต้นไม้ที่มีชื่อว่า “ลูน่า” ซึ่งเป็นต้นโคสต์ เรดวูด (Coast Redwood) อายุราว 1,000 ปี ในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ เพื่อขัดขวางไม่ให้บริษัท Pacific Lumber ทำลายป่าโบราณแห่งนี้
สู้เพื่อลูน่า
ในปี 1996 จูเลียประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาตัวและพักฟื้นนานถึง 10 เดือน ระหว่างนั้น เธอได้เข้าไปยังป่าเรดวูด และเมื่อเธอได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของป่าโบราณเหล่านั้นเป็นครั้งแรก จูเลียถึงกับทรุดเข่าลงและร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าของชีวิต
อย่างไรก็ตาม บริษัท Pacific Lumber มีแผนที่จะตัดต้นไม้ในป่าเรดวูดทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการทำลายระบบนิเวศ เพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดเซาะดิน และคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างรุนแรง เพื่อพิทักษ์ป่านี้ จูเลียจึงขึ้นไปอาศัยอยู่บนต้นไม้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1997 โดยเป้าหมายแรกเริ่มของเธอเป็นเพียงการประท้วงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายก็ลากยาวเป็นเวลานานถึง 2 ปีกว่า
การใช้ชีวิตบนต้นไม้ของจูเลีย ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องอาศัยอยู่บนแท่นไม้เล็กๆ ขนาดเพียง 1.2x1.8 ม. บนความสูงเกือบ 60 ม. เหนือพื้นป่า อีกทั้งยังเผชิญกับพายุที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคลิฟอร์เนีย รวมถึงความโดดเดี่ยวที่ยาวนาน แม้จะมีความยากลำบากทางกาย แต่เธอก็ยังยืนหยัดที่จะสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านโทรศัพท์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวการทำลายป่าโบราณไปสู่สื่อมวลชนทั่วโลก
จูเลียอยู่ท่ามกลางพายุลมแรงกว่า 140 กม./ชม. จนเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายและถึงกับหมดสติไปกลางพายุ แต่ในห้วงความคิดนั้น เธอได้ยินเสียงจากธรรมชาติกระซิบกับเธอว่า “จงนึกถึงต้นไม้ในพายุ พวกมันโน้มตัวและไหลไปตามลม จงปล่อยวาง” หลังจากตื่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบหลังพายุ ความกลัวของเธอก็หายไปสิ้น พร้อมประกาศว่า “ความรักคือพลังของฉัน”
นอกเหนือจากภัยธรรมชาติแล้ว จูเลียยังต้องเผชิญกับยุทธวิธีข่มขู่จากฝ่ายตรงข้าม เช่น การใช้เฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือศีรษะ การส่องไฟสปอตไลต์ใส่ และการวางกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทีมสนับสนุนส่งเสบียงให้เธอ เกรน มาร์ติน จากหนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle เคยบันทึกไว้ในปี 1999 ว่า “ตลอดเวลาที่จูเลียใช้ชีวิตอยู่บนลูน่า ร่างกายของเธอไม่เคยแห้งสนิทเลย และเท้าของเธอต้องเหนียวเหนอะด้วยยางไม้เพื่อให้สามารถยึดเกาะกิ่งไม้ได้”
การประท้วงที่ยาวนานถึง 738 วันสิ้นสุดลงในวันที่ 18 ธันวาคม 1999 เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงในการปกป้องต้นลูน่าและพื้นที่โดยรอบอย่างถาวร ส่วนหนึ่งในข้อตกลงระบุว่า กลุ่มนักอนุรักษ์ต้องร่วมกันจ่ายเงินราว 50,000 ดอลลาร์ให้กับบริษัททำไม้ เพื่อสร้างการอนุรักษ์พื้นที่บัฟเฟอร์โซนขนาด 200 ฟุตรอบต้นไม้
โรคแห่งการตัดขาด
จูเลียมักกล่าวอยู่เสมอว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การตัดไม้หรือมลพิษ แต่คือสิ่งที่เธอเรียกว่า “โรคแห่งการตัดขาด” (Disease of Disconnect) เธอเปรียบเทียบว่ามนุษย์ที่ตัดขาดจากธรรมชาติ ก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกดึงรากขึ้นมาจากพื้นดิน และจะเริ่มเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด ซึ่งความรู้สึกว่าตัวเอง “แยกจาก” แทนที่จะ “อยู่ร่วมกัน” กับโลกใบนี้ คือสาเหตุหลักของปัญหาทุกอย่างที่โลกกำลังเผชิญ
ในระหว่างที่อยู่บนลูน่า จูเลียได้เรียนรู้ว่า รอยแผลที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนเริ่มต้นขึ้นจากภายในจิตใจของเราก่อน แล้วเราจึงไปกระทำต่อโลกและผู้อื่น เธอเล่าถึงเหตุการณ์ในที่ประชุมสายทางโทรศัพท์ครั้งหนึ่งที่เหล่านักกิจกรรมเริ่มโต้เถียงกันด้วยความรุนแรงจนทำให้การประชุมล้มเหลว ซึ่งทำให้เธอถึงกับร้องไห้และคิดกับตัวเองว่า
“เราจะหยุดการตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างไร หากเรายังทะเลาะกันเองอย่างรุนแรงเช่นนี้?”
ด้วยความเข้าใจเรื่องการเชื่อมโยง ทำให้จูเลียตระหนักได้ว่าสิ่งของทุกชิ้นที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ล้วนผลิตจากมาจากสิ่งแวดล้อมของที่ใดที่หนึ่งเสมอ ซึ่งเธอพยายามส่งต่อปรัชญา “บรรพบุรุษแห่งอนาคต” (Ancestors of the future) ให้แก่ทุกคน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลักการของชนพื้นเมืองอเมริกัน ที่ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนรุ่นที่เจ็ดในอนาคตจากการตัดสินใจของเราในวันนี้
ขณะเดียวกัน จูเลียพยายามเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มักรู้สึกสิ้นหวังว่าตัวเองไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยการสร้างแนวคิดว่า “ฉันสร้างความแตกต่างแน่นอน แล้วฉันอยากสร้างความแตกต่างแบบไหน” เพราะเธอเชื่อว่าทุกทางเลือกที่เราตัดสินใจไม่มีทางเกิดขึ้นในสุญญากาศ และตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่การกระทำของเราจะไม่สร้างแรงกระเพื่อมใด ๆ ต่อโลก
แม้ในตอนแรก การต่อสู้ของจูเลียจะเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เธอก็ค้นพบว่า ความโกรธนั้นเหมือนเทียนที่เผาไหม้ทั้งสองด้านและจะทำลายเฉพาะตัวผู้ที่มีโทสะเท่านั้น เธอจึงเลือกที่จะเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการเห็นสิ่งที่เราพิทักษ์ถูกทำลาย ให้กลายเป็นการลงมือทำด้วยความรัก เพราะหากการกระทำมาจากความรัก เราจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
มรดกแห่งการเชื่อมต่อ
ความสำเร็จในการปกป้องต้นลูน่าไม่ได้มาจากตัวจูเลียเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังของทีมงานภาคพื้นดินที่มีความหลากหลาย จูเลียได้แสดงความขอบคุณต่อทีมสนับสนุนที่เสี่ยงต่อการถูกจับกุม เพื่อนำอาหารและเสบียงขึ้นไปให้เธอ รวมถึงองค์กรต่าง ๆ เช่น Trees Foundation, Earth First! และ Sanctuary Forest ที่ร่วมมือกันอย่างหนักแม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง
เคอร์รี เรย์โนลด์ส นักสัมภาษณ์ที่ติดตามเรื่องราวของจูเลียได้ตั้งข้อสังเกตว่า เครือข่ายของกลุ่มต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันนั้นมีความหลากหลายอย่างมาก ซึ่งจูเลียได้เสริมว่าความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ขบวนการอนุรักษ์มีความแข็งแกร่งและสวยงาม
“หากธรรมชาติยังต้องการความหลากหลายเพื่อให้แข็งแรง ขบวนการเคลื่อนไหวของเราก็ต้องการสิ่งเดียวกัน และการร่วมกันเยียวยาโลกคือการสร้าง ดินที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อให้สิ่งดี ๆ เติบโตต่อไปได้ในอนาคต” จูเลียกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2000 มีคนพยายามลอบทำลายลูน่า ด้วยการใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดลึกเข้าไปในลำต้น แต่ด้วยความร่วมมือของรุกขกรและนักอนุรักษ์ที่ใช้สายเคเบิลช่วยพยุงและมาตรการป้องกันต่าง ๆ ทำให้ต้นเรดวูดอายุพันปีต้นนี้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ในฐานะแลนด์มาร์คสำคัญของการอนุรักษ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จูเลียต้องเผชิญกับอุปสรรคส่วนตัวอย่างหนัก ทั้งจากการเจ็บป่วยด้วยโรคลายม์ และแผลจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอ ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอต้องผันตัวไปทำงานเบื้องหลังอยู่พักใหญ่ แต่เธอก็ยังคงให้การสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรมฟื้นฟูร่วมกับชนพื้นเมืองเพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนกลับสู่ดิน
เมื่อไม่นานมานี้ จูเลียได้กลับมาปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง โดยเฉพาะการร่วมมือกับองค์กร Everland เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำโลกในเวที COP28 รักษาคำมั่นสัญญาในการยุติการตัดไม้ทำลายป่า เธอเลือกที่จะใช้ “บทกวี” เป็นเครื่องมือในการประท้วง เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือเป็นส่วนหนึ่งของทางออกกันแน่
การต่อสู้ของจูเลีย ยังคงเป็นตำนานที่มีลมหายใจ และสร้างแรงระเพื่อมไปทั่วโลก ส่วนลูน่ากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกัน ดังที่เธอกล่าวว่า
“พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างผืนดินนี้ขึ้นมา ที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเติบโตขึ้นมา แม้กระทั่งตอนที่ลูน่าได้รับบาดเจ็บ ผู้คนหลากหลายกลุ่มจากทุกสาขาอาชีพก็มารวมตัวกันเพื่อช่วยลูน่า เพราะลูน่าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหมายของการเชื่อมต่อถึงกัน แม้ในยามที่ยากลำบาก
สำหรับฉัน นั่นคือมรดกที่งดงามของทั้งสองอย่าง ถ้าโรคคือสิ่งที่ทำให้เราเหินห่าง การเยียวยาคือทุกวิถีทางที่เราสามารถและทำได้ในการเชื่อมต่อกัน”
ที่มา: Armos Earth, Business Insider, Global Citizen, The New York Times, Times of India, Trees Foundation


