ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ส่งสัญญาณเตือนสังคมไทยเตรียมรับมือ "วิกฤติภูมิอากาศสองเด้ง" จากความร่วมมือระหว่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) และภาวะโลกเดือดในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า ความน่าจะเป็นสูงกว่า 90% เผยสถิติพายุแปซิฟิกจ่อซัดพื้นที่เอเชีย พร้อมแนะกลไกรับมือคู่ขนาน (Dual-Mode Operation) ทั้งโหมดน้ำหลาก และน้ำแล้งอย่างเท่าทันสถานการณ์
สถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดย รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเฝ้าระวังภัยพิบัติที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน
เจาะลึก "วิกฤติภูมิอากาศสองเด้ง" และแนวโน้มพายุปี 2569
จากการอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดโดย JAMSTEC พบว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 90% ที่ปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับภาวะ โลกเดือด ในปัจจุบัน จึงเกิดเป็นภาวะวิกฤติซ้อนทับที่เรียกว่า “วิกฤติภูมิอากาศสองเด้ง” ทำให้สภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง คาดการณ์ได้ยาก และต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
เมื่อย้อนดูสถิติการเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงปีที่เกิดปรากฏการณ์ Super El Nino (พ.ศ.2526, 2540 และ 2558) พบข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้:
- จำนวนพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ย: มีพายุเกิดขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ (ประมาณ 25 ลูก) และส่วนใหญ่มีเส้นทางเคลื่อนตัวโค้งขึ้นไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ไต้หวัน เกาหลี จีน และญี่ปุ่น
- กรณีศึกษาพายุเข้าไทย: ในอดีตเคยมีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง 1 ลูก คือ พายุลินดา ในปี 2540
- ความแตกต่างในปี Strong El Nino (พ.ศ.2566): เกิดพายุเพียง 17 ลูกและไม่เข้าประเทศไทยเลย เนื่องมาจากมีปรากฏการณ์ PMM (Pacific Meridional Mode) ที่เป็นความกดอากาศสูงเข้ามาซ้อนทับ
- การคาดการณ์ปี 2569: คาดว่าจะมีพายุเกิดขึ้นในลักษณะของ Super El Nino อีกประมาณ 10-17 ลูก (รวมทั้งปีประมาณ 21-28 ลูก) ซึ่งต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
กางแผนรับมือภัยพิบัติคู่ขนาน (Dual-Mode Operation)
เพื่อเป็นการสร้างสังคมที่ "ตระหนักแบบไม่ตระหนก" ทางนโยบายจึงมีความจำเป็นต้องขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการน้ำแบบคู่ขนาน ดังนี้
- โหมดน้ำหลาก (Flood Mitigation Mode): เน้นกระบวนการกักเก็บ ชะลอ และกระจายน้ำส่วนเกินเข้าสู่เครือข่ายแก้มลิง ลดปริมาณน้ำหลากสูงสุด (Peak Flow) และชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าท่วมเขตเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจอย่างฉับพลัน
- โหมดน้ำแล้ง (Drought Resilience Mode): ใช้การจัดการแบบอุปทาน (Demand-side management) เพื่อกระจาย และหล่อเลี้ยงระบบ พัฒนาแก้มลิง และแหล่งน้ำต้นทุนขนาดเล็กกระจายทั่วทุกพื้นที่ เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร และรักษาระบบนิเวศ และความชุ่มชื้นตลอดช่วงฝนทิ้งช่วง
สังคมไทยจะต้องเดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติเหล่านี้ไปด้วยกันอย่างรู้เท่าทัน เพื่อลดผลกระทบความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ที่มา : รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


