“คณะกรรมาธิการยุโรป” เสนอแผนปรับปรุงระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS (Emissions Trading System) ครั้งสำคัญ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป ข้อเสนอนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการผ่อนปรนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถก่อมลพิษได้นานขึ้น โดยจะมีการปรับลดอัตราความเร็วในการลดเพดานการปล่อยก๊าซรายปี หรือที่เรียกว่า “ปัจจัยการลดเชิงเส้น” หรือ LRF (Linear Reduction Factor)
ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่นี้ ค่า LRF ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4.3% จะถูกปรับลดลงเหลือ 3.7% ในปี 2031 และจะลดลงเหลือเพียง 1.7% ตั้งแต่ปี 2036 เป็นต้นไป การปรับเปลี่ยนนี้ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนสิทธิการปล่อยก๊าซที่จะยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาด โดยการวิเคราะห์พบว่า นโยบายใหม่นี้จะทำให้มีการออกสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนถึงปี 2050 เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2,400 ล้านตัน เมื่อเทียบกับกฎหมายปัจจุบัน
จำนวนก๊าซเรือนกระจก 2,400 ล้านตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซทั้งหมดของสหภาพยุโรปนานกว่าครึ่งปี หรือมากกว่าปริมาณที่ประเทศสวีเดนปล่อยรวมกันทั้งหมดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 3% ของงบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่ทั่วโลก เพื่อรักษาโอกาสในการคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังเสนอให้ขยายระยะเวลาการมอบ “สิทธิการปล่อยก๊าซแบบให้เปล่า” (Free Allowances) ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมหนักจนถึงปี 2038 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2034 ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมในกลุ่ม “มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน” หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เช่น เหล็กและซีเมนต์ จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินนานขึ้น และทำให้การบังคับใช้ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบต้องล่าช้าออกไป
“กลุ่มหัวแถว” ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างบริษัทเหล็กสะอาดในสวีเดน เช่น Stegra และ SSAB ที่ลงทุนรวมกันกว่า 11,000 ล้านยูโร (กว่า 422,700 ล้านบาท) ซึ่งโครงการเหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางกฎหมายว่า สิทธิการปล่อยก๊าซจะหมดไปจากตลาดภายในปี 2040 ซึ่งจะทำให้เหล็กที่ใช้ถ่านหินมีราคาแพงจนแข่งขันไม่ได้ แต่ข้อเสนอใหม่นี้ได้เปลี่ยนอนาคตใหม่ และขยับเส้นตายดังกล่าวออกไปเป็นปี 2050 แทน
อิซาเบลลา โลวิน สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรคกรีน กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า “ยุโรปกำลังเปลี่ยนกติกาในระหว่างการแข่งขัน” สอดคล้องกับ อุล์ฟ คริสเตอช็อน นายกรัฐมนตรีสวีเดน ที่ระบุว่าข้อเสนอนี้ “ไม่ยุติธรรมต่อบริษัทสวีเดนที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อนักลงทุนที่เชื่อมั่นในนโยบายเดิม”
ขณะที่ ตระกูลวอลเลนเบิร์ก กลุ่มทุนหลักของอุตสาหกรรมสวีเดนที่เพิ่งระดมทุน 1,400 ล้านยูโร (กว่า 53,800 ล้านบาท) ให้โรงงานเหล็กสะอาดในเมืองโบเดน ก็เกิดความกังวลเช่นกัน โดย ยาค็อบ วอลเลนเบิร์ก เคยออกมาเตือนล่วงหน้าว่าการเปลี่ยนแปลงระบบ ETS จะบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงในการจัดหาทรัพยากรของภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนไม่สามารถประเมินความเสี่ยงจากการเมืองที่เปลี่ยนแปลงตามแรงกดดันได้
อย่างไรก็ตาม วอปเกอ ฮุกสตรา กรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป กล่าวว่านโยบายใหม่จะ “เป็นมิตรต่อธุรกิจมากขึ้น” โดยเน้นย้ำว่าข้อเสนอนี้สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศปี 2040 ของสหภาพยุโรป และจะเปลี่ยน ETS ให้กลายเป็นเครื่องจักรสำหรับการลงทุนและนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสะอาดในอนาคต
เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมยอมรับ คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนทางการเงิน เช่น การจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม” (Industrial Decarbonization Bank) และบังคับให้รัฐสมาชิกนำรายได้อย่างน้อย 50% จาก ETS กลับไปอุดหนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทจะได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรี 80% ก็ต่อเมื่อมีแผนการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนที่ชัดเจนเท่านั้น
ข้อเสนอนี้ยังรวมถึงการขยายขอบเขตของ ETS ให้ครอบคลุมภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น การเดินเรือขนาดเล็ก (ตั้งแต่ 400 ตันกรอสขึ้นไป) การบินในระยะทางไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร และการรวมภาคการเผาขยะ เข้าสู่ระบบตั้งแต่ปี 2031 นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นำ “เครดิตคาร์บอนระหว่างประเทศ” มาใช้ได้ตั้งแต่ปี 2036 เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ
โปแลนด์ อิตาลี เช็กเกีย และออสเตรีย เป็นกลุ่มประเทศที่สนับสนุนการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ ให้เหตุผลว่าต้นทุนพลังงานและราคาใบอนุญาตที่สูงเกินไป เสี่ยงต่อการปิดโรงงานและการย้ายฐานการผลิต ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ยอมรับว่านี่เป็นแรงกดดันที่แท้จริง แต่เหล่านักวิเคราะห์โต้แย้งว่าการอ่อนข้อต่อแรงกดดันทางการเมืองจะทำให้ “สัญญา” ของยุโรปในเรื่องราคาคาร์บอนขาดความน่าเชื่อถือ
หลายภาคส่วนยังมองว่า นโยบายนี้มีความลักลั่นอยู่สูง โดยเฉพาะใน “กฎระเบียบว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินที่ยั่งยืน” หรือ SFDR (Sustainable Finance Disclosure Regulation) ซึ่งอาจอนุญาตให้บริษัทน้ำมันและก๊าซที่ขยายการผลิตได้รับฉลาก “การเปลี่ยนผ่าน” หากมีการลงทุนในพลังงานสะอาดเพียงบางส่วน สิ่งนี้สร้างสถานการณ์ที่บริษัทน้ำมันอาจได้รับเงินทุนสนับสนุนได้ง่ายขึ้น ในขณะที่บริษัทที่เปลี่ยนผ่านจริง ๆ กลับต้องเผชิญกับราคาคาร์บอนที่ลดลงและการสนับสนุนที่น้อยลง
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้เผยแพร่ “แผนปฏิบัติการการใช้พลังงานไฟฟ้า” ซึ่งระบุว่ายุโรปสามารถประหยัดเงินได้ถึง 260,000 ล้านยูโร (กว่า 9.9 ล้านบาท) ต่อปีจากการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทว่าเหล่านักวิจารณ์มองว่า ETS คือ “เครื่องยนต์” หลักของแผนนี้ และการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ในวันเดียวกันนั้นก็เปรียบเสมือนการพยายามขับเคลื่อนแผนงานโดยลดประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลง
โรมินา ปูร์โมกห์ตารี รัฐมนตรีกระทรวงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของสวีเดน ยืนยันว่ารัฐบาลของเธอจะ “ต่อสู้ทุกวิถีทาง” เพื่อคัดค้านการลดทอนความเข้มงวดของกรอบการทำงานนี้ เธอมองว่าในช่วงเวลาที่ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง การเลือกถอยหลังในนโยบายสภาพภูมิอากาศถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าสิทธิการปล่อยก๊าซเสียอีก
ขณะนี้ กระบวนการเจรจาระหว่างรัฐสมาชิกและรัฐสภายุโรปได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีจึงจะได้ข้อสรุปเป็นกฎหมาย ผลของการเจรจานี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่ายุโรปจะยังคงเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่รักษาคำพูดต่อนักลงทุน หรือจะยอมปรับเปลี่ยนพันธสัญญาตามกระแสการเมืองเพื่อบรรเทาความกดดันในระยะสั้น


