วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

งานหัตถกรรมพื้นถิ่นของไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ทั้งการเข้าถึงตลาดที่จำกัด รายได้ที่ไม่คุ้มกับฝีมือ และการขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดภูมิปัญญา หลายชุมชนมีองค์ความรู้ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ไม่สามารถแปลงคุณค่าทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

แต่ ‘วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก’ หมู่ 9 อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดยุคใหม่ได้ เมื่อผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบที่ตรงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และความร่วมมือจากชุมชน จนต่อยอดสร้างแบรนด์ “เฮือนทอ” และด้วยการสนับสนุนจากโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ที่เข้าไปยกระดับทักษะการผลิตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ยิ่งทำให้คนในชุมชนบ้านกุดจิกมีรายได้ พร้อมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการพัฒนา ‘ป่าให้สี’ ไปพร้อมกัน

จากกี่ทอผ้าหลังฤดูนา สู่สินค้าชุมชน

“มงคล ไขลามเมา” ประธานกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มทอผ้าบ้านกุดจิกนั้นมีรากฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอีสานในอดีต ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือการทำนา และใช้เวลาว่างหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลเพาะปลูกมานั่งล้อมวงทอผ้า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554-2555 เมื่อมีการประกวดหมู่บ้านต้นแบบวิสาหกิจชุมชนในระดับจังหวัด แม้ในปีแรกกลุ่มบ้านกุดจิกจะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพื่อให้สามารถนำสินค้าไปจำหน่ายที่เมืองทองธานีได้ตามเงื่อนไขการคัดสรรดาว OTOP ทำให้ในปี พ.ศ. 2555 กลุ่มฯ สามารถคว้ารางวัลอันดับหนึ่งของจังหวัดมาครองได้สำเร็จ การได้รับรางวัลในครั้งนั้นถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้สมาชิกกลุ่มเริ่มมองเห็นลู่ทางในการสร้างอาชีพอย่างจริงจัง

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

“อดีตที่ยังไม่มีการรวมกลุ่มอย่างเป็นระบบ การทอผ้าเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อใช้ในครัวเรือน ตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ ผ้าที่ทอเสร็จส่วนใหญ่มักถูกพับเก็บไว้ในตู้ไว้ใช้ หรือหากมีการขายก็เป็นการขายผ่านพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อผ้าขาวม้าในราคาที่ไม่สูงนัก ตอนนั้นเราไม่เคยคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ที่เป็นวิสาหกิจชุมชน ตนเองนับเป็นรุ่นที่ 4 ที่สืบทอดมรดกการทอผ้านี้ต่อมา”

คลื่นลูกใหม่กับความกล้า “ฉีกแนว”

เมื่อการทอผ้าแบบเดิมเริ่มถึงจุดอิ่มตัว “ศิริวัฒน์ ไขลามเมา” นักออกแบบผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก ลูกชายของประธานกลุ่มฯจึงได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภาพจำของผ้าไทย ในช่วงแรกที่เสนอไอเดียการตัดเย็บผ้าไทยให้เป็นแนวแฟชั่นสมัยใหม่ เช่น เสื้อหน้าสั้นหลังยาว หรือการนำเศษผ้ามาตกแต่งเป็นรูปดอกไม้ และได้ร่วมกับสมาชิกกลุ่มบ้านกุดจิกพัฒนาแบรนด์ “เฮือนทอ" หรือแปลว่าการทอผ้าที่บ้านขึ้นมา

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

“ศิริวัฒน์” กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากเดิมที่เน้นเฉพาะกลุ่มข้าราชการ มาเป็นการผลิตเสื้อผ้าที่คนทั่วไปสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เน้นการปรับเปลี่ยนลายทอจากมัดหมี่แบบดั้งเดิมให้เป็นลายกราฟิกที่ทันสมัยมากขึ้น และเริ่มทดลองนำงานมัดย้อมสีธรรมชาติเข้ามาผสมผสาน

ซึ่งผลตอบรับจากการออกบูธในงานคราฟต์ต่าง ๆ รวมถึงการได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติ เช่น จีน ยุโรป และอินโดนีเซีย เป็นเครื่องยืนยันว่าการเดินหน้าสู่แฟชั่นร่วมสมัยคือทางเลือกที่ถูกต้อง

หากเป็นตลาดเชียงใหม่และภูเก็ต กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นวัยรุ่นและต่างชาติที่ชื่นชอบงานมัดย้อมดีไซน์เก๋ ส่วนในกรุงเทพฯ และงาน OTOP ลายมัดหมี่แบบประยุกต์ยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

“เซ็นทรัล ทำ” เติมเต็มทักษะ ขยายตลาด

ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบ้านกุดจิกและโครงการเซ็นทรัล ทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นปีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดสกลนคร ทางกลุ่มบ้านกุดจิกได้มีโอกาสไปออกบูธและได้พบกับทีมงานจากเซ็นทรัลเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น ทางโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของกลุ่มถึงสองครั้ง ก่อนจะเริ่มส่งครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาถ่ายทอดความรู้เชิงลึก

การสนับสนุนจากเซ็นทรัล ทำ ไม่ใช่เพียงแค่การรับซื้อสินค้า แต่เป็นการเติมความรู้ในส่วนที่ชุมชนยังขาด อาทิ การสอนเทคนิคมัดย้อมแบบชิบอริ การทำบาติกงานเทียน และการใช้กี่พกพาเพื่อสร้างลายยกที่ซับซ้อนขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทางกลุ่มนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายที่ “จริงใจ มาร์เก็ต” ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่ทำให้กลุ่มบ้านกุดจิกได้พบกับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติ นอกจากนั้น ได้นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ good goods ด้วย

ป่าให้สี 18 ไร่

อัตลักษณ์โดดเด่นที่สุดของกลุ่มในปัจจุบันคือ “ป่าให้สี” ที่ทางเซ็นทรัล ทำ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร พัฒนา สำรวจ และวิจัยต้นไม้ภายในป่าของชุมชนจำนวน 18 ไร่ จนได้สีย้อมจากพันธุ์ไม้กว่า 20 สายพันธุ์ ที่ให้สีมากกว่า 8 เฉดสี นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้ชุมชนขยายพันธุ์ไม้ในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของชุมชนและการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

“เราได้ป่าให้สมาชิกมีแหล่งวัตถุดิบสำหรับย้อมผ้าอย่างเพียงพอโดยไม่รบกวนธรรมชาติเดิม พืชที่เลือกใช้ เช่น เปลือกไม้ประดู่ที่ผลัดเปลือกเองตามธรรมชาติ หรือใบของต้นเพกาและต้นใบใส ซึ่งสามารถแตกใบใหม่ได้เร็ว ช่วยลดปัญหาความสม่ำเสมอในการจัดหาวัตถุดิบ สินค้าของเราย้อมด้วยสีธรรมชาติ ปักลวดลายด้วยมือ โดยลวดลายที่ปักลงบนผืนผ้ามักสะท้อนถึงเรื่องราวในชุมชน เช่น เถียงนา ต้นข้าว ต้นไม้ และต้นจิก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน”

'บ้านกุดจิก' พลิกผ้าทออีสาน สู่ดีไซน์ทันสมัย ใช้สีจากป่า เชื่อมภูมิปัญญา สร้างงานชุมชน

“ศิริวัฒน์” เน้นย้ำถึงข้อดีของการหันกลับมาใช้สีธรรมชาติว่า นอกจากจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีผลดีโดยตรงต่อสุขภาพของช่างย้อมในชุมชนที่ต้องสูดดมไอระเหยจากการต้มสี

“การย้อมสีเคมีในอดีตสร้างความกังวลเรื่องโรคทางเดินหายใจ แต่เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้สีธรรมชาติจากเปลือกไม้และใบไม้ ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ก็หมดไป”

โมเดลเศรษฐกิจฐานราก

“ศิริวัฒน์” อธิบายถึงรูปแบบการทำงานว่า สมาชิกจะมารับเส้นใยและงานออกแบบที่ศูนย์กลางกลุ่ม แล้วนำกลับไปทำงานที่บ้านตามความสะดวก ระบบรายได้จึงขึ้นอยู่กับความขยันและทักษะ โดยช่างทอจะมีรายได้เริ่มต้นที่ประมาณ 300 บาทต่อเมตรสำหรับผ้าสีพื้น และอาจพุ่งสูงถึง 450 บาทต่อวันสำหรับงานที่ซับซ้อน วัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดกลุ่มจะเป็นผู้จัดหาให้ สมาชิกเพียงลงแรงและใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น

“ระบบนี้ช่วยตัดปัญหาเรื่องการมาเช้ามาสาย ใครทอได้เยอะก็ได้เงินเยอะ เป็นการจ้างงานตามความสามารถจริง ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมที่มั่นคงโดยไม่ต้องทิ้งวิถีชีวิตเดิม”

การเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นภายใต้การสนับสนุนของภาคเอกชนและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้วันนี้ “ผ้าบ้านกุดจิก” ไม่ได้เป็นเพียงผ้าที่พับเก็บไว้ในตู้ แต่เป็นงานศิลปะที่มีลมหายใจและพร้อมจะเติบโตต่อไปในฐานะแบรนด์หัตถศิลป์ยั่งยืนระดับแถวหน้าของประเทศไทย