เมื่อมลพิษทางอากาศกลายเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงที่สุดในโลก แต่ปัญญาใหญ่กลับไม่ใช่แค่เรื่องควันพิษ ทว่าคือ ‘ความลับ’ ของข้อมูลที่ถูกปิดกั้น ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะคืออาวุธสำคัญที่จะกู้คืนอากาศบริสุทธิ์ ขณะที่ไทยยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาการเข้าถึงระบบตรวจวัดในพื้นที่ห่างไกล
ความสูญเสียจากมลพิษทางอากาศไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพ แต่กำลังกัดกินเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ล่าสุดธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยว่า มลพิษทางอากาศเป็นความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงถึง 6.7 ล้านคนต่อปี และสร้างความความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (คิดเป็น 6% ของ GDP โลก) ซึ่งหากมูลค่าความเสียหายนี้เป็นประเทศหนึ่ง ประเทศนี้จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกทันที
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความย้อนแย้งของข้อมูล” (The data paradox)
เพราะในขณะที่เทคโนโลยีเครื่องตรวจวัดราคาถูกถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ประชากรเกือบ 1,000 ล้านคนใน 71 ประเทศกลับไม่มีหลักฐานเลยว่ารัฐบาลของพวกเขาเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศ โดยรายงานจาก OpenAQ ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2567 มีถึง 36% ของประเทศทั่วโลกที่ขาดแคลนการมอนิเตอร์คุณภาพอากาศ
ยิ่งไปกว่านั้น ในพื้นที่วิกฤติตอย่างแอฟริกากลาง เอเชียใต้ และละตินอเมริกา ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 300 ล้านคน กลับไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมาตรฐานอ้างอิง (Reference-grade) ที่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะแม้แต่แห่งเดียว เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศกังวลว่า ตัวเลขมลพิษที่สูงลิ่วจะกระทบต่อภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว และการลงทุน รวมถึงนโยบายเชิงพาณิชย์ของบริษัทผู้ผลิตเซ็นเซอร์บางรายที่ไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อเป็นเจ้าของข้อมูล 100%
5 หลักสูตรปลดล็อกข้อมูล สู่ “อากาศสะอาด”
สภาอนาคตโลกด้านอากาศสะอาด (Global Future Council on Clean Air) ของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) จึงได้เสนอ 5 หลักการสำคัญเพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ นำไปปฏิบัติ
- หนุนการตรวจวัดอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง: ต้องบรรจุแผนการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างระบบตรวจวัด
- ระบบต้องพร้อมเปิดเผยและให้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล: อุปกรณ์ที่ซื้อมา ผู้ใช้งานต้องมีสิทธิ์ขาดในการนำข้อมูลไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มใดก็ได้
- รักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ข้อมูลที่เปิดเผยต้องแม่นยำและผ่านการกลั่นกรอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
- ใช้รูปแบบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานสากล: เพื่อให้ข้อมูลจากต่างแหล่งสามารถนำมาเปรียบเทียบ เชื่อมโยง และทำงานร่วมกันได้ (Interoperability)
- เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการปฏิบัติจริง: ข้อมูลเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ “อากาศที่สะอาดขึ้น”
ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ในประเทศแกมเบียและเคนยา ที่กลุ่มภาคประชาสังคมร่วมมือกับภาครัฐ นำข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์มาผลักดันจนเกิดกฎหมายและนโยบายควบคุมมลพิษระดับท้องถิ่นได้สำเร็จ
หันมองประเทศไทย ข้อมูลเรา ‘เปิด’ แต่ยัง ‘ไม่ทั่วถึง’?
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าหน่วยงานหลักอย่างกรมควบคุมมลพิษ จะมีการเปิดเผยข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai และเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีภาคประชาชนอย่างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด และสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ช่วยกันกระจายเซ็นเซอร์ตรวจวัด (เช่น โครงการ DustBoy ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) แต่ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ
ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์มลพิษสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีสถานีตรวจวัดมาตรฐานครอบคลุมในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมหลัก แต่ในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ป่าไม้ หรือชุมชนชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze) ยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องตรวจวัดมาตรฐานสูง
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง “ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล” (Data Interoperability) ระหว่างหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และเซ็นเซอร์ของภาคประชาชน ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องตีให้แตก เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวในรูปแบบ Open Data ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การเตือนภัยและแก้ปัญหาไฟป่าหรือฝุ่น PM2.5 ในระดับนโยบายมีความแม่นยำและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น
ในท้ายที่สุด มลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง และเทคโนโลยีมีพร้อมอยู่ตรงหน้าแล้ว สิ่งที่โลก รวมถึงประเทศไทยต้องเร่งทำ คือการทลายกำแพงข้อมูล เพื่อเปลี่ยนตัวเลขบนหน้าจอให้กลายเป็นการลงมือทำ ก่อนที่มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนจะทะยานสูงไปมากกว่านี้
ที่มา : World Economic Forum


