จากโมเดลสุดล้ำของญี่ปุ่น สู่การปรับใช้ในเปรู สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า เทคโนโลยีระดับโลกจะไร้ความหมายหากไม่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตคนในพื้นที่ ย้ำหัวใจสำคัญคือการ "ร่วมออกแบบ" ไม่ใช่แค่ "ก๊อปปี้" วาง
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและไม่เคยเลือกปฏิบัติว่าจะเป็นประเทศใด ในช่วง 20 ปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2543 มีภัยพิบัติครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลกกว่า 7,348 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อประชากรถึง 4,200 ล้านคน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.97 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากสำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDRR)
แม้ว่าภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันในเชิงกายภาพ แต่ขีดความสามารถและเงื่อนไขในการรับมือของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ "ระบบเตือนภัยล่วงหน้า" (Early Warning Systems: EWS) ซึ่งผลวิจัยชี้ว่า หากแจ้งเตือนล่วงหน้าได้เพียง 24 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสียหายได้มากถึง 30% แต่ทว่าในความเป็นจริง ประสิทธิภาพของระบบนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม
ญี่ปุ่นกับโมเดลสามเสาหลัก ล้ำสมัย ประสานงานแน่น แฟนพันธุ์แท้ชุมชน ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญกับพายุและน้ำท่วมใหญ่มาอย่างยาวนาน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบ EWS ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่ทันสมัย (เช่น อุปกรณ์ IoT เซ็นเซอร์ แบบจำลองคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง) การประสานงานที่เข้มแข็งระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นกับท้องถิ่น และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมอย่างโปรแกรม BOSAI ที่สร้างความพร้อมให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
เมื่อเทคโนโลยีสุดล้ำ เดินทางสู่โจทย์ที่แตกต่างใน ‘เปรู’ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในญี่ปุ่นอาจไม่สามารถยกไปวางดั้งเดิมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ได้โดยง่าย เช่นในกรณีของประเทศเปรู ที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และการละลายของธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
จากงานสัมมนา BOSAI Business Seminar ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศเปรูจัดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา พบว่าระบบเตือนภัยน้ำท่วมของญี่ปุ่นไม่สามารถนำมาติดตั้งในเปรูได้ทันที ไม่ใช่เพราะหลักการทางอุทกวิทยาต่างกัน แต่เป็นเพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาในพื้นที่นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในญี่ปุ่น ตลิ่งแม่น้ำส่วนใหญ่แข็งแรง มีระบบเครือข่ายสื่อสารและไฟฟ้าเข้าถึง ทำให้การติดตั้งเซ็นเซอร์ทำได้ง่ายและมั่นคง แต่ในเปรู ริมตลิ่งบางแห่งมีความเปราะบาง ไม่มีเครือข่ายสัญญาณเตือนภัยที่เสถียรในพื้นที่ห่างไกล และอุปกรณ์ต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ดังนั้น โจทย์หลักของการสร้างระบบเตือนภัยในเปรูจึงไม่ใช่การทำให้เซ็นเซอร์แม่นยำที่สุด แต่คือการทำให้มัน "อึด ถึก ทน" แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนาน มีระบบตรวจเช็กสภาพทางไกล (Remote Diagnostics) และใช้เครือข่ายแบบ Mesh Network เพื่อชดเชยสัญญาณสื่อสารที่ไม่ครอบคลุม
หันมามองประเทศไทย
เทคโนโลยีเตือนภัยในบริบทไทย สำหรับประเทศไทยเอง ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งถือเป็นวาระแห่งชาติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลเช่นกัน จากข้อมูลของคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาและติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเพื่อวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนทั่วประเทศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากกรณีญี่ปุ่น-เปรู สะท้อนภาพตรงกับความท้าทายในไทย ที่ระบบเตือนภัยในหลายพื้นที่ห่างไกลยังประสบปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุง อุปกรณ์ชำรุดเสียหายจากสภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งปัญหาการสื่อสารข้อมูลไปถึงชาวบ้านในระดับชุมชนให้เข้าใจและพร้อมอพยพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการมีเซ็นเซอร์ที่ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีระบบการจัดการที่ยืดหยุ่นและเข้ากับบริบทท้องถิ่นด้วย
บทเรียนสำคัญ เปลี่ยนจาก "การคัดลอก" เป็น "การร่วมออกแบบ"
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากการเปรียบเทียบระหว่างญี่ปุ่นและเปรู ได้ให้แง่คิด 3 ประการสำหรับอนาคตของการรับมือภัยพิบัติ
- เทคโนโลยีแยกขาดจากโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้: ความเสถียรของไฟ สัญญาณเน็ต และความสามารถในการซ่อมบำรุง คือตัวกำหนดว่าระบบจะรอดหรือร่วงเมื่อภัยมา
- อุปกรณ์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเชื่อมกับกระบวนการตัดสินใจ: เซ็นเซอร์ที่แม่นยำที่สุดจะไร้ประโยชน์ หากข้อมูลนั้นไม่ได้รับการเชื่อถือหรือนำไปใช้ในการสั่งการอพยพอย่างทันเวลา
- การปรับตัวคือการร่วมออกแบบ (Co-design) ไม่ใช่การทำซ้ำ (Replication): เป้าหมายไม่ใช่การสร้าง "ญี่ปุ่นจำลอง" ในเปรูหรือในไทย แต่คือการสร้างระบบที่เกิดจากความร่วมมือและถูกออกแบบมาเพื่อพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง
แม้ว่าเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่าง ควอนตัมเซ็นเซอร์ (Quantum Sensing) ที่ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของน้ำใต้ดิน หรือ AI ที่ช่วยพยากรณ์อากาศจะมีความก้าวหน้าเพียงใด แต่หัวใจสำคัญของการเอาชนะวิกฤติภูมิอากาศในอนาคต อาจไม่ใช่แค่การทำให้เทคโนโลยี "ฉลาดขึ้น" แต่คือการทำให้เทคโนโลยีนั้น "เข้าใจและกลมกลืน" กับวิถีชีวิตและข้อจำกัดของคนในพื้นที่ให้มากที่สุด
ที่มา : University of Tokyo


