วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?' เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร

ท่ามกลางวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ คำถามที่ว่า "เราจะสู้หรือจะย้ายเมืองหนีน้ำ?" กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเผชิญกับปัจจัยรุมเร้าทั้งน้ำทะเลหนุนสูง น้ำเหนือหลาก และปัญหาดินทรุดตัวที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง 

ดร.พรศักดิ์ ศุภชราธาร ผู้เชี่ยวชาญด้านชายฝั่งทะเลและระบบป้องกันน้ำท่วม ได้กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง"Engineering Smart & Sustainable Water Systems for Future: ระบบน้ำอัจฉริยะและยั่งยืนแห่งอนาคต" ว่าข้อมูลที่น่าตกใจว่า ภายในปี ค.ศ. 2100 หรืออีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.89 เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง นอกจากนี้ ปริมาณฝนคาดการณ์ในอนาคตอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 10-35% ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำหลากมีมากกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมเราถึง "ย้ายเมือง" ได้ยาก? 

หากพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ พื้นที่ 8 จังหวัดที่เสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา มีประชากรรวมกันกว่า 12.4 ล้านคน และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค (GPP) สูงถึง 9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของ GDP ทั้งประเทศ การย้ายศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและทรัพย์สินมหาศาลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?'  เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร

“แก้มลิงชายฝั่ง” บูรณาการทางรอด

สู้ภัยน้ำท่วม-น้ำเค็ม-ดินทรุด เมื่อการย้ายเมืองไม่ใช่คำตอบ แนวทาง “สู้” จึงต้องมีนวัตกรรมที่เหนือกว่าเดิม ดร.พรศักดิ์ ได้เสนอแนวคิด “แก้มลิงชายฝั่ง” (Coastal Retention Basin) ซึ่งเป็นการก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำและประตูน้ำขนาดใหญ่ในทะเล เพื่อสร้างพื้นที่ควบคุมระดับน้ำหน้าปากแม่น้ำ

โดยหลักการคือ ในฤดูน้ำหลาก แก้มลิงขนาดใหญ่จะทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำปากแม่น้ำให้ต่ำอยู่ตลอดเวลา แม้ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งจะช่วยให้การระบายน้ำจากตอนบนทำได้รวดเร็วขึ้น จากการศึกษาแบบจำลองพบว่าวิธีนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ถึง 4,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ทำได้เพียง 3,900 ลบ.ม./วินาที ในกรณีน้ำหนุน) ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำสูงสุดที่สะพานพุทธลงได้ถึง 50 เซนติเมตร และลดผลกระทบในพื้นที่สมุทรปราการได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากน้ำท่วมแล้ว แนวทางนี้ยังช่วยแก้ปัญหา “น้ำเค็มรุกตัว” ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2100 น้ำเค็มอาจรุกลึกเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาไปไกลถึง จังหวัดสิงห์บุรี หากไม่มีมาตรการป้องกัน รวมถึงช่วยชะลอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบจากดินทรุดตัวที่กรุงเทพฯ ยังคงประสบปัญหาอยู่ประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี

ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?'  เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร

ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?'  เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร

ถอดบทเรียนโลกสู่ความยั่งยืนของไทย โมเดลการจัดการน้ำในลักษณะนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ เช่น Delta Works ในเนเธอร์แลนด์ Marina Bay ในสิงคโปร์ และ Saemangeum Seawall ในเกาหลีใต้ ซึ่งในฤดูแล้ง แก้มลิงเหล่านี้สามารถปรับฟังก์ชันเป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดขนาดใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ดร.พรศักดิ์ ย้ำเตือนว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้มีผลกระทบรอบด้าน โดยเฉพาะต่อ ระบบนิเวศชายฝั่ง สัตว์ทะเลหายาก เช่น วาฬหรือโลมา วิถีชีวิตประมง และการเดินเรือ ที่มีเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้า-ออกปากแม่น้ำประมาณ 30-40 ลำต่อวัน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการจัดทำ แผนหลัก (Master Plan) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) อย่างโปร่งใสและรอบคอบที่สุด

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินในอนาคต เพราะวิกฤติน้ำท่วมโลกไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นอีกต่อไป แต่คือความท้าทายที่ต้องเริ่มจัดการตั้งแต่วันนี้

ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?'  เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร ทางรอดกรุงเทพฯ 'สู้หรือย้ายเมือง?'  เมื่อน้ำทะเลจ่อท่วม 2 เมตร