วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

น้ำมันแพงจุดชนวน 'ไบโอดีเซล' คัมแบ็กหลายประเทศ ไทย-อินโดฯ เร่งเพิ่มสัดส่วนผสม

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลกในปี 2026 จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และการเข้ามาเกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เผชิญความเสี่ยงและเกิดความกังวลต่ออุปทานพลังงานโลก จนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หลายประเทศหันกลับมาเร่งใช้นโยบาย "เชื้อเพลิงชีวภาพ" อีกครั้ง หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แผนการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในหลายประเทศเคยชะลอตัวจากปัญหาต้นทุนการผลิตและภาระงบประมาณของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงชีวภาพมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก โดยสามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงในภาคขนส่งได้เพียง 4% เท่านั้น ขณะที่บริษัทที่ปรึกษา BMI ในเครือ Fitch Solutions เป็นบริษัทวิจัยข้อมูลและให้คำปรึกษาชั้นนำระดับโลกด้านความเสี่ยงระดับประเทศ คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2035 เชื้อเพลิงชีวภาพจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5% ของความต้องการใช้พลังงานในภาคขนส่ง

นอกจากระยะเวลาและต้นทุนในการก่อสร้างโรงงานใหม่แล้ว ข้อจำกัดด้านสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิง และข้อจำกัดด้านวัตถุดิบสำหรับการผลิต ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไม่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง

รัฐบาลไทยดัน B20 ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

ประเทศไทยหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในเครื่องมือรับมือวิกฤติพลังงาน โดยรัฐบาลประกาศขยายการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลชีวภาพจากเดิมที่เน้น B7 ไปสู่ B10 และ B20 เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ B20 เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้น้ำมันดีเซลในปริมาณสูง ขณะที่รัฐบาลใช้มาตรการด้านราคาเพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยกำหนดให้ B10 มีราคาต่ำกว่า B7 ลิตรละ 2 บาท และ B20 ต่ำกว่า B7 ลิตรละ 5 บาท เพื่อกระตุ้นการใช้ไบโอดีเซลในวงกว้าง

นอกจากการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันแล้ว การผลักดัน B10 และ B20 ยังมีเป้าหมายช่วยดูดซับผลผลิตน้ำมันปาล์มภายในประเทศในช่วงที่ผลผลิตกำลังเข้าสู่ฤดูกาลสูงสุดในอีก 4-6 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบ เดินเครื่องโรงกลั่นเต็มกำลังเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

อินโดนีเซียเร่ง B50 ลดนำเข้าน้ำมัน

อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เร่งใช้นโยบายไบโอดีเซลเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก โดยรัฐบาลประกาศเดินหน้าใช้น้ำมันดีเซล B50 ซึ่งเป็นการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจากปาล์ม 50% กับน้ำมันดีเซลทั่วไปอีก 50% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 หลังผลการทดสอบเชื้อเพลิงเป็นที่น่าพอใจ

การผลักดัน B50 มีขึ้นหลังรัฐบาลอินโดนีเซียรื้อแผนที่เคยชะลอไว้ในช่วงต้นปี เนื่องจากความกังวลด้านงบประมาณ แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการโจมตีอิหร่าน ทำให้ต้นทุนของน้ำมันดีเซลฟอสซิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้น และช่วยลดภาระการอุดหนุนของภาครัฐ

รัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่า การใช้ B50 ในช่วงครึ่งหลังของปี จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 157.28 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 315,000 ล้านบาท) สูงกว่ากรณีที่ยังคงใช้นโยบาย B40 ตลอดทั้งปี พร้อมตั้งเป้าลดหรือยุติการนำเข้าน้ำมันดีเซลบางประเภท โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลคุณภาพ Cetane 48

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นยังช่วยลดภาระงบอุดหนุนไบโอดีเซลของรัฐบาล จากเดิมที่คาดว่าจะใช้งบประมาณ 47 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 94,000 ล้านบาท) เหลือประมาณ 32 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 64,000 ล้านบาท) เนื่องจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดีเซลและไบโอดีเซลจากปาล์มแคบลง ทำให้การดำเนินนโยบาย B50 มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นโยบายดังกล่าวยังส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพลังงานอินโดนีเซียคาดว่า ความต้องการใช้ไบโอดีเซลในปี 2569 จะเพิ่มเป็น 17.6 ล้านกิโลลิตร จากเดิมที่จัดสรรไว้ 15.65 ล้านกิโลลิตร สะท้อนบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศ

บราซิลหวังลดนำเข้าน้ำมัน ด้วยเอทานอล E32

แม้บราซิลจะไม่ได้เลือกผลักดันไบโอดีเซล เช่นเดียวกับอินโดนีเซียหรือไทย แต่รัฐบาลกลับเร่งใช้ เอทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤติราคาน้ำมัน โดยประกาศแผนเพิ่มสัดส่วนเอทานอลที่สามารถผสมในน้ำมันเบนซินจาก 30% เป็น 32% เพื่อจำกัดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

รัฐบาลบราซิลมองว่า การเพิ่มสัดส่วนเอทานอลจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเบนซิน และอาจทำให้ประเทศสามารถ ยุติการนำเข้าน้ำมันเบนซิน ได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน โรงงานน้ำตาลยังมีแนวโน้มหันมาใช้อ้อยผลิตเอทานอลมากกว่าการผลิตน้ำตาล เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงราคาพลังงานสูง

แม้เอทานอลจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ไม่ใช่ไบโอดีเซลสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่การตัดสินใจของบราซิลสะท้อนแนวโน้มเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่หันมาใช้ เชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

เชื้อเพลิงชีวภาพ ความเสี่ยงราคาอาหาร

การเร่งส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ประเด็น "อาหารหรือเชื้อเพลิง" กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนักวิชาการ นักการเมือง สถาบันวิจัย และองค์กรไม่แสวงหากำไรจำนวนหนึ่งมองว่า การนำพืชเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และธัญพืช มาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งถูกเบี่ยงเบนจากภาคอาหารไปสู่ภาคพลังงาน

อย่างไรก็ตาม "ฟิล ไอก์แมน" ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์กรไม่แสวงหากำไร Mighty Earth มองว่า ความกังวลดังกล่าวยังไม่น่าเกิดขึ้นในระยะสั้น เพราะราคาอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ต่อเมื่อผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเร่งลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในวงกว้าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายปี

นอกจากนี้ ปัจจุบันอุปทานธัญพืชและน้ำมันพืชของโลกยังอยู่ในระดับเพียงพอ ทำให้การถกเถียงเรื่อง ยังไม่รุนแรงเหมือนในช่วงวิกฤติราคาอาหารโลกปี 2550-2551 แม้หลายประเทศจะเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานก็ตาม

EU กำหนดเพดานการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ขณะที่หลายประเทศเร่งเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อรับมือกับวิกฤติราคาน้ำมัน สหภาพยุโรป (EU) กลับเลือกใช้แนวทางที่แตกต่าง โดยยังคงกำหนดเพดานการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เนื่องจากกังวลว่าการขยายการใช้ในระดับสูงอาจผลักดันราคาอาหารให้เพิ่มขึ้น รวมถึงเร่งการตัดไม้ทำลายป่า

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดด้านเชื้อเพลิงหมุนเวียนของสหภาพยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ดำเนินควบคู่ไปกับการจำกัดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม

ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 สะท้อนแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

จับตาบทบาทเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

กระแสการกลับมาของเชื้อเพลิงชีวภาพยังสอดคล้องกับประเด็นสำคัญของ Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานระดับโลก ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2026 โดยงานจะรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อหารือทิศทางด้านความมั่นคงทางพลังงาน การลงทุน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ

Gastech จะมีจุดเน้นหลักอยู่ที่ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ และหัวข้อการประชุมในปีนี้ยังให้ความสำคัญกับประเด็น ความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายแหล่งพลังงาน และการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงาน ซึ่งเป็นบริบทเดียวกับที่หลายประเทศกำลังเร่งผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวน

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการต่อยอดจุดแข็งด้านเชื้อเพลิงชีวภาพจากอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ควบคู่กับการพัฒนา LNG ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรกรรม

 

อ้างอิง: Advanced BioFuelsกรมประชาสัมพันธ์, Reuters