จากปัญหาที่ดินรกร้างกระจายอยู่ทั่วประเทศซึ่งสร้างภาระทั้งในแง่การดูแลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญโดย บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” บนเนื้อที่ 33 ไร่ ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
ทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ BAM กล่าวถึงจุดยืนขององค์กรว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นการบูรณาการระหว่างภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG โดย BAM ต้องการเปลี่ยน “พื้นที่ว่าง” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่สร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้ชุมชนอย่างแท้จริง
ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM ได้เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังโครงการนี้อย่างน่าสนใจ โดยเล่าว่า BAM มีที่ดินลักษณะรกร้างอยู่จำนวนมากซึ่งบริษัทไม่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา "พี่เองก็มองว่าแม้แต่พื้นที่นา (ที่ทิ้งไว้) มันก็มีปัญหา เพราะมันสร้างก๊าซมีเทนที่มีผลกับบรรยากาศ" พร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยปลูกต้นสักทิ้งไว้ในที่ดินจังหวัดเชียงรายนานกว่า 10 ปี จนเมื่อมีคนมาขอซื้อที่ดิน มูลค่าของต้นสักเหล่านั้นกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มราคาให้ที่ดินอย่างมหาศาล "เราปลูกต้นไม้ มันก็คืนถึงธรรมชาติ... วันนี้ดีใจมากที่ความฝันเป็นจริง" ดร.รักษ์ตั้งเป้าว่าโครงการนี้จะยกระดับสินทรัพย์สู่ Green Asset Portfolio ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างต่อไป
ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้กล่าวชื่นชมความรวดเร็วและความมุ่งมั่นของ BAM โดยระบุว่าการเจรจาครั้งนี้จบลงภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน พร้อมยกย่องความใจถึงของ BAM ว่า "ต้องใช้คำว่ามีความกล้าและบ้าบิ่นพอที่จะมาร่วมนำร่องกับเรา ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมบนที่ดินของเอกชนในสเกลแบบนี้"
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ย้ำถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยึดถือมาตลอดกว่า 40 ปีว่า "ไม่มีใครดูแลธรรมชาติได้ ถ้าปากท้องเรายังกินไม่อิ่ม" ดังนั้นโครงการนี้จึงเน้นการ "ปลูกคน" ไปพร้อมกับการปลูกป่า โดยดึงเอาความเข้มแข็งของชุมชนบ้านนาเจริญที่ดูแลป่าชุมชนอยู่เดิมกว่า 12,000 ไร่ เข้ามาเป็นด่านหน้าในการดูแลพื้นที่
รายละเอียดการพัฒนาพื้นที่ 33 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
- พื้นที่ 31 ไร่: พัฒนาเป็นป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปลูกไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด จำนวน 3,600 ต้น มุ่งเป้าเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจก (T-VER) คาดกักเก็บคาร์บอนได้ 29.45 ตันต่อปี และเป็นคอร์ริดอร์เชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างป่าดงใหญ่และสวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ
- พื้นที่ 2 ไร่: พัฒนาเป็นพื้นที่ส่วนกลางเชิงเศรษฐกิจของ 13 หมู่บ้าน (ประชากรกว่า 6,390 คน) เช่น ตลาดสินค้าเกษตร พื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และแหล่งเพาะกล้าไม้ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่
โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังเป็นสัญญาประชาคมที่ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นโมเดลต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่รกร้างอื่นๆ ทั่วประเทศ เปลี่ยนที่ดินที่เคยหลับใหลให้กลับมาสร้างคุณค่าให้กับแผ่นดินและลมหายใจของคนไทยในระยะยาว


