เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสภาพอากาศสุดขั้ว ปะการังฟอกขาวลุกลาม หิมะตกกลางทะเลทราย ไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ในดูไบ นี่คือสัญญาณเตือนว่า “ตำราบริหารจัดการน้ำ” แบบเดิมถึงทางตัน การ “เอาชนะ” มาเป็นการ “อยู่ร่วม” กับธรรมชาติด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้งที่ซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
วิกฤติน้ำท่วมทั่วโลก
ภาพของดูไบที่จมอยู่ใต้น้ำจากฝนที่ถล่มหนักเพียงวันเดียวเท่ากับปริมาณฝนทั้งปี หรือคลื่นความร้อนในยุโรปที่คร่าชีวิตผู้คนนับพัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในประเทศไทยเอง ปรากฏการณ์น้ำท่วมที่น่านและหาดใหญ่สร้างความเสียหายรวมกว่า 45,000 ล้านบาท เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ ชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยอมรับในงาน สัมมนาวิชาการ เรื่อง "Engineering Smart & Sustainable Water Systems for Future: ระบบน้ำอัจฉริยะและยั่งยืนแห่งอนาคต"ว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่เราคาดเดาได้ยากขึ้น ปริมาณฝนที่เคยออกแบบไว้รองรับรอบ 25 ปี หรือ 75 ปี กลายเป็นเรื่องล้าสมัย เมื่อเราต้องเผชิญกับฝนในรอบ 300 ปี ที่ธรรมชาติสวิงขึ้นลงอย่างรุนแรง
กับดักเชิงนโยบายและกฎหมาย อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม
หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือ “กับดัก” ทางนโยบายและข้อกฎหมาย ชยันต์สะท้อนภาพความยุ่งยากว่า โครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่หนึ่งโครงการอาจต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึง 5 ครั้ง ตั้งแต่ขั้นตอนรายงานศึกษา EIA ไปจนถึงการขอเพิกถอนพื้นที่ป่าหรืออุทยาน นอกจากนี้ยังมีความเห็นต่างในสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้ทิศทางนโยบายขาดความต่อเนื่อง
เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักเหล่านี้ สทนช. จึงชูโมเดล “The Team Water for All” บูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อเชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย และกำลังคนเข้าด้วยกัน โดยจะใช้เด็กอาชีวะที่มีทักษะช่างลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริง (Benchmark) เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของระบบคาดการณ์
นวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่ “โครงสร้างแข็ง”
ในยุคใหม่ การสร้างเขื่อนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย นายชยันต์เน้นย้ำถึงการใช้ นวัตกรรมและข้อมูล (Data) เป็นเครื่องมือหลัก ปัจจุบันมีการใช้แบบจำลองทันสมัยอย่าง HEC-RAS และ Mike by DHI เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำแล้งแบบ Real-time รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่าง National Thai Water และ Water Chart MIS เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลน้ำได้ทุกที่ทุกเวลา
ตัวอย่างนวัตกรรมที่เห็นผลชัดเจนคือ “ฝายพับได้” ที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความจุเก็บกักน้ำจากเดิมได้เกือบ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่ต้องก่อสร้างอ่างใหม่ หรือการสร้าง “สะพานน้ำ” ที่คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในช่วงน้ำขึ้นน้ำลง รวมถึงโครงการอุโมงค์ผันน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างลุ่มน้ำเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC
จาก “Productivity” สู่ “Sustainability”
เป้าหมายปลายทางที่เลขาธิการ สทนช. วางไว้คือการสร้าง Water Productivity หรือการใช้ทุกหยดน้ำให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” ที่ประหยัดน้ำได้ถึง 30% การบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ไปจนถึงการศึกษาเทคโนโลยีผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในพื้นที่ที่จำเป็นจริงๆ
“เราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวอยู่กับเขาให้ได้” นี่คือถ้อยคำที่สะท้อนทัศนคติใหม่ของการบริหารจัดการน้ำไทย นายชยันต์ย้ำว่า แม้เครื่องมืออย่างเขื่อนภูมิพลหรือเขื่อนสิริกิติ์จะยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประคองโครงสร้างหลักของประเทศ แต่ในอนาคต นวัตกรรมและการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก


