ในงานเสวนา "Global Health Tech Showcase" ภายใต้งานสัมมนา "SEA Health Summit 2026: AI in Health and Longevity" ซึ่งจัดโดย 'RISE Innovation Consulting' ร่วมกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' “เปรม ทุมโฆสิต" อดีตกรรมการผู้จัดการ MSD Global Health Innovation Fund ได้เผยถึงทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพ (TechBio) โดยเน้นย้ำว่า ความสำเร็จในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องวัดที่ "ผลลัพธ์ทางคลินิก" ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
วิกฤติต้นทุนการพัฒนายา งบมหาศาลแต่ผลลัพธ์จำกัด
“เปรม” ระบุว่า ปัจจุบันการพัฒนายาใหม่หนึ่งตัวมีต้นทุนสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร โดยเฉพาะในด้านมะเร็งวิทยา พบว่าค่าเฉลี่ยการรอดชีวิตโดยรวม ของผู้ป่วยที่ใช้ยาตัวใหม่ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว เพิ่มขึ้นเพียง 2.8 ถึง 3.3 เดือนเท่านั้น เมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐานเดิม
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความซ้ำซ้อนในการวิจัย โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนเป้าหมายยาที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังพัฒนามีจำนวนลดลงจาก 100 เป้าหมาย เหลือเพียงประมาณ 30 เป้าหมาย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างแออัดในกลุ่มเป้าหมายเดิม ๆ เช่น ยาในกลุ่ม GLP-1
AI เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ
แม้ AI จะเข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนายา แต่บริษัทที่ใช้ AI ในการพัฒนายาเริ่มเผชิญกับความท้าทายในทางปฏิบัติ แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระยะที่ 1 เกี่ยวกับความปลอดภัยได้ดี แต่เมื่อเข้าสู่การทดลองในระยะที่ 2 อัตราความล้มเหลวยังคงอยู่ในระดับสูงหรือแย่กว่าวิธีการดั้งเดิม
"เป้าหมายของเราคือการลงทุนและสร้างบริษัทที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาตั้งแต่รากฐาน AI เป็นตัวเร่งที่มีประโยชน์ แต่ยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องร่วมมือกับศูนย์การแพทย์ทางวิชาการเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม"
ทิศทางการลงทุน ยึด "ผลลัพธ์การรักษา"
“เปรม” ได้แบ่งยุคสมัยของ Health Tech ออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- ยุค 2010-2015: เน้นการใช้เครื่องมือจัดการข้อมูล (Data Utilization)
- 2016-ปัจจุบัน: เน้นการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับผู้ใช้งาน
- ยุคอนาคต: คือยุคของ "ผลลัพธ์ทางคลินิก" (Clinical Outcomes)
เข็มทิศสำคัญที่จะทำให้สตาร์ทอัพไทยและเอเชียสามารถขยายตัวไปยังตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรปได้ คือความสามารถในการพิสูจน์ให้หน่วยงานกำกับดูแลเห็นว่า เทคโนโลยีนั้น ๆ สามารถปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขได้จริง
จับตาศักยภาพจีนและการก้าวกระโดดของอาเซียน
ในมุมมองด้านภูมิรัฐศาสตร์ “เปรม” ให้ข้อสังเกตว่าไม่สามารถละเลยนวัตกรรมจากจีนได้ เนื่องจากปัจจุบันประมาณ 15% ของโครงการพัฒนายาระยะที่ 1 ทั่วโลกมาจากจีน และบริษัทยาจีนเริ่มมีความต้องการขยายเทคโนโลยีออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุน
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรใช้กลยุทธ์ "Leapfrog" หรือการก้าวกระโดดโดยไม่ต้องติดกับดักโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า โดยเสนอให้สร้างระบบที่เป็น "AI-Native" ตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบ Digital Banking ที่ใช้งานได้ง่ายกว่าในสหรัฐอเมริกา
"ผมตกใจกับนวัตกรรมในไทย อย่างแอปฯ ธนาคารที่ใช้งานง่ายกว่าในนิวยอร์กมาก ผมเชื่อว่ามีโอกาสแบบเดียวกันนี้ในฝั่งสุขภาพ หากเราสามารถรวบรวมโรงพยาบาล ผู้ออกกฎหมาย และเทคโนโลยี AI มาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ไม่ยึดติดกับอดีต" เปรมกล่าวทิ้งท้าย


