วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘บางจาก’ มุ่งสร้างระบบนิเวศ SAF ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพระดับโลก

ในงาน 2nd Innovation & Policy Summit 2026 Thailand กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสร้างระบบนิเวศ “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (SAF) ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ Carlton Hotel Bangkok Sukhumvit โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท

กลอยตาเน้นย้ำว่า SAF เป็นเชื้อเพลิงชนิดใหม่ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยความสำเร็จนี้ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านพลังงาน เกษตรกรรม วัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปข้างหน้า

ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานโลก กำลังเจอความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่าง 3 ปัจจัยหลัก ที่เรียกว่า “Energy Trilemma” ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน ซึ่งในอดีตหลายประเทศจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงและราคาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันความยั่งยืนกลายเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น 

‘บางจาก’ มุ่งสร้างระบบนิเวศ SAF ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ SAF จะเข้ามาเป็นเส้นทางสำคัญที่อุตสาหกรรมพลังงานใช้ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับความท้าทายทั้งสามประการนี้ไปพร้อมกัน

รากฐานจองพลังงานหมุนเวียนของไทยมีมาจาก พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ทรัพยากรในประเทศ 

วิสัยทัศน์นี้ได้ขับเคลื่อนนโยบายและการวิจัยของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ไทยมีอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยบางจากเองก็ได้บุกเบิกผลิต “ไบโอดีเซล” รายแรกของไทยร่วมกับกองทัพเรือมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะพัฒนามาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการบินยังไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากต้องการเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง SAF จึงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันไปสู่อนาคตที่มีคาร์บอนต่ำ เพราะ SAF สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินและโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ได้ทันที ดังนั้นการก้าวเข้าสู่ยุค SAF ของประเทศไทยจึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการเขียนบทใหม่ โดยต่อยอดจากประสบการณ์การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่สะสมมาอย่างยาวนาน

กลอยตาได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านเกษตรกรรมในเอเชีย โดยมีการผลิตอ้อยมากกว่า 110 ล้านตันต่อปี และเป็นผู้ส่งออกข้าวและน้ำตาลชั้นนำของโลก ทรัพยากรเหล่านี้คือวัตถุดิบ สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ซึ่งสามารถทำไปแปรรูปเป็น SAF

“หากปราศจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน ก็จะไม่มีเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน และหากไม่มีวัตถุดิบ การผลิตในระดับสเกลใหญ่ก็เกิดขึ้นไม่ได้” กลอยตากล่าว

นอกจากนี้ บางจากยังดำเนินโครงการทอดไม่ทิ้ง (Fry to Fly) เพื่อรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วจากชุมชนและร้านอาหารมาผลิตเป็น SAF กลอยตากล่าวว่า “ทุกลิตร และทุกกิโลกรัมของน้ำมันใช้แล้วที่เราเก็บรวบรวม จะถูกเปลี่ยนเป็น SAF” 

 

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการวิจัยพืชทางเลือก เพื่อเป็นวัตถุดิบสำรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น คาร์บอนเครดิต ซึ่งกลอยตามองว่าโอกาสในด้านนี้ยังมีอยู่ไร้ขีดจำกัด 

 

สำหรับนวัตกรรมการบริหารจัดการ บางจากได้ผลักระบบ “Book and Claim” เพื่อช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิต SAF เข้ากับผู้ใช้แม้จะอยู่คนละพื้นที่กัน เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิต SAF ทั่วโลกยังจำกัดและไม่ใช่ทุกสนามบินที่เข้าถึงเชื้อเพลิงได้โดยตรง กลไกนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเร่งการยอมรับ SAF ในตลาดโลก ปัจจุบันหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF ของบางจากได้เริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และพร้อมให้บริการลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

ความท้าทายที่แท้จริงหลังจากนี้ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีการผลิต SAF  แต่คือการสร้างตลาดและการขยายสเกลการผลิตจากหลักพันตันสู่หลักล้านตัน เพราะการขับเคลื่อน SAF ให้เป็นกระแสหลักต้องการความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ สายการบิน และนักลงทุน เพื่อเปลี่ยนจากความทะเยอทะยานไปสู่การปฏิบัติจริงบนพื้นฐานของระบบนิเวศที่ไทยมีความพร้อมอย่างยิ่ง

‘บางจาก’ มุ่งสร้างระบบนิเวศ SAF ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพระดับโลก