วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เงินเก็บเกษียณอาจหมดก่อนตาย ส่องความเสี่ยง 'Fragile Real เงินงอกเงยไม่ทันเงินเฟ้อ'

ในปี 2593 ทั่วโลกจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 2.1 พันล้านคน ท่ามกลางสินทรัพย์เกษียณโลกที่สูงถึง 70 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทำไมคนเกือบครึ่งโลกยังไร้แผนรับมือระยะยาว? ร่วมเจาะลึกความจริงของ 'ผลตอบแทนที่แท้จริง' และทำความเข้าใจว่าทำไมเงินเก็บของอาจหมดเร็วกว่าที่คิด แม้จะใช้สูตรถอนเงินยอดฮิต 4% ก็ตาม

ความแน่นอนเดียวในชีวิตคือ “ความแก่” และเมื่อวันนั้นใกล้เข้ามา สิ่งที่ตามมาคือคำถามยอดฮิตว่า เงินที่เราสะสมมาทั้งชีวิตในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หุ้น หรือการลงทุนต่าง ๆ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรหลังเราหยุดทำงาน?

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

เพราะโครงสร้างประชากรโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ข้อมูลระบุว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 พันล้านคน (เติบโตขึ้นหนึ่งเท่าตัว) แม้ว่าภาพรวมสินทรัพย์เพื่อการเกษียณทั่วโลกในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2568) จะเติบโตขึ้นเกือบ 10% เมื่อเทียบเป็นรายปี จนแตะระดับเกือบ 70 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง กลับมีประชากรถึง 46% ที่ยังไม่มีแผนการเงินระยะยาว และ 38% รู้สึกว่าความมั่นคงในวัยเกษียณเป็นเพียง "เรื่องเพ้อฝัน" มากกว่าความจริง

สถานการณ์ในประเทศไทย สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดที่เงินออมยังสวนทาง

หากหันกลับมามองประเทศไทย สถานการณ์มีความน่ากังวลไม่แพ้กัน หรืออาจจะหนักกว่าในบางมิติด้วยซ้ำ

วิกฤติเกษียณไทยในตัวเลข จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น "สังคมสูงอายุระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) หรือมีประชากรเกือบ 30% ของประเทศที่เป็นผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บ่งชี้ว่า คนไทยมากกว่า 50% ยังมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ และผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานหรือเงินช่วยเหลือจากบุตรหลานเป็นหลัก ยิ่งตอกย้ำว่า "การวางแผนถอนเงินออม" เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนไทย

บทเรียนจากสูตร 4% ทำไม "ค่าเฉลี่ย" ของตลาด ถึงเชื่อไม่ได้เสมอไป?

ในโลกการเงิน มักจะมีการพูดถึงกฎยอดฮิตอย่าง "กฎ 4%" (4% Rule) ซึ่งหมายถึงการถอนเงินออกมาใช้ในปีแรกของการเกษียณที่ 4% ของเงินกองกลางทั้งหมด จากนั้นปีต่อ ๆ ไปก็ปรับเพิ่มจำนวนเงินตามอัตราเงินเฟ้อ โดยเชื่อกันว่าวิธีนี้จะทำให้เงินสแตนด์บายอยู่ได้ราว ๆ 30 ปี

แต่คำถามที่น่าสนใจและไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ อะไรคือปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงที่ทำให้แผนนี้รอดหรือไม่รอด? คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า "ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงหลังหักเงินเฟ้อ" (Realized Real Return) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าความเปราะบางของผลตอบแทนจริง (Fragile Real)

เวลานักวางแผนการเงินคุยกับเรา พวกเขามักจะใช้ "ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาว" มาคำนวณให้ดู แต่ในชีวิตจริง ไม่มีคำว่าเฉลี่ยสม่ำเสมอทุกปี ผลตอบแทนหลังเกษียณถูกกำหนดโดยสภาวะตลาด เงินเฟ้อ และจังหวะเวลา หากลองจำลองสถานการณ์การถอนเงิน 4% ภายใต้ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ในระยะยาวจะต่างกันอย่างมหาศาล

  • ผลตอบแทนจริงอยู่ที่ราว 4%: เงินกองกลางจะค่อนข้างคงที่และมั่นคงระยะยาว
  • ผลตอบแทนจริงลดลงเหลือ 3%: เริ่มเห็นสัญญาณความอ่อนไหว เงินอาจเริ่มลดลงเร็วกว่าคาด
  • ผลตอบแทนจริงอยู่ที่ 2%: ความยั่งยืนของเงินกองกลางลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ผลตอบแทนจริงเหลือเพียง 1%: ความเสี่ยงที่เงินจะ "หมดก่อนตาย" พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงปีแรก ๆ ของการเกษียณ เส้นทางของพอร์ตแต่ละแบบอาจดูคล้ายกันจนเราย่ามใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังของดอกเบี้ยทบต้น (รวมถึงการขาดทุนทบต้น) จะทำให้เส้นทางเหล่านั้นแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ตัวเลขผลตอบแทนที่เหวี่ยงไปเพียง 1% ซึ่งดูเหมือนน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตวัยเกษียณจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย

"Sequence of Returns" ตัวแปรดวงซวยที่คาดเดาไม่ได้

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นเสมือนคลื่นใต้น้ำคือ "ความเสี่ยงจากลำดับของผลตอบแทน" (Sequence-of-Returns Risk) ลองจินตนาการว่ามีคนสองคน มีเงินก้อนเท่ากัน ถอนเงินเท่ากัน และได้ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอด 20 ปีเท่ากันเป๊ะ แต่คนแรกดันแจ็กพอตเจอ "วิกฤติเศรษฐกิจ" หุ้นตกอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีแรกที่เพิ่งเกษียณ ในขณะที่คนที่สองไปเจอวิกฤตนั้นในช่วงท้ายของการเกษียณ

ผลลัพธ์คือ คนแรกมีโอกาสสูงมากที่เงินจะหมดเกลี้ยงก่อนเพื่อน เพราะการถอนเงินออกมาใช้ในขณะที่มูลค่าสินทรัพย์กำลังดิ่งเหว จะทำให้พอร์ตเสียหายอย่างถาวรและไม่มีโอกาสฟื้นตัว (Recoup) ได้ทัน แม้ว่าในเวลาต่อมาตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นก็ตาม

ด้วยสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และในฐานะผู้เกษียณมักจะปรับพอร์ตให้เสี่ยงต่ำลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงตามไปด้วย ดังนั้น การเข้าใจกลไกของ "Fragile Real" หรือความเปราะบางของผลตอบแทนจริง และการเตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนยอดการถอนเงินให้ยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด (Dynamic Withdrawal) จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้แผนเกษียณในฝัน... กลายเป็นฝันร้ายในความเป็นจริง

ที่มา : Independent Consultant