จากผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประมวลผลจากคะแนนดิบที่ส่งเข้าสู่ระบบของศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งแล้วกว่าร้อยละ 90 ปรากฏว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวกรุงเทพมหานครอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนน 1,444,914 คะแนน หรือคิดเป็น ร้อยละ 65.6 สะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการพัฒนาเมืองและการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมในอีก 4 ปีข้างหน้า
"ดร.เบญจมาส โชติทอง" จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุถึงโจทย์ใหญ่และท้าทายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2569 โดยระบุว่าภารกิจสำคัญไม่ใช่เพียงการบริหารงานภายในเขตปกครองของตนเองอีกต่อไป แต่ต้องสวมบทบาทผู้นำในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบในลักษณะ "เมืองภูมิภาค" เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครองที่มีต้นเหตุและผลกระทบเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ทั้งเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 การจัดการขยะ และวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองภูมิภาค
ความจริงของประชากรและทรัพยากร แม้ตัวเลขประชากรตามทะเบียนราษฎรของกรุงเทพฯ จะมีเพียง 5.5 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงเมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่านั้นถึง 3 เท่า หรือราว 16.5 ล้านคน มหานครแห่งนี้จึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยลำพัง แต่ต้องพึ่งพาจังหวัดรอบข้างในทุกมิติ ทั้งแหล่งอาหาร น้ำ พลังงาน ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนและพื้นที่กำจัดของเสีย
"ดร.เบญจมาส" เน้นย้ำว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นแบ่งเขตการปกครอง การบริหารจัดการของผู้ว่าฯ ในรอบนี้จึงต้องมองภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเป็นหัวใจหลัก
เจาะลึก 3 วิกฤติข้ามจังหวัด
ฝุ่น-น้ำ-ขยะ จากข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขประกอบด้วย
- มลพิษทางอากาศ (PM2.5): แม้ฝุ่นในเมืองจะมาจากยานพาหนะดีเซลเป็นหลัก แต่การเผาในที่โล่งจากพื้นที่เกษตรกรรมและกิจกรรมอื่น ๆ ในจังหวัดโดยรอบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์วิกฤติ โดยเฉพาะในช่วงอากาศปิด
- การจัดการน้ำและระบบนิเวศอ่าวไทย: กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องพึ่งพาพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดเพื่อนบ้านเพื่อบรรเทาน้ำท่วม, ขณะที่ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนที่มีความยาวเพียง 5-6 กิโลเมตร แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ "อ่าว ก.ไก่" ที่มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร ตั้งแต่เพชรบุรีถึงชลบุรี การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ
- วิกฤติขยะมูลฝอย: ขยะกว่า 1 หมื่นตันต่อวันของกรุงเทพฯ ถูกส่งไปฝังกลบในจังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี นี่คือการกระจายภาระทางสิ่งแวดล้อมไปสู่พื้นที่อื่นที่ต้องอาศัยการจัดการที่ยั่งยืนกว่าเดิม
เสียงสะท้อนจากประชาชน
จาก "อากาศสะอาด" สู่ "วิกฤติความร้อน" ผลสำรวจความเห็นล่าสุดในปี 2569 พบว่าความต้องการพื้นฐานของคนกรุงเทพฯ ยังคงเป็นเรื่องอากาศสะอาด การจัดการขยะที่ดี พื้นที่สีเขียว และระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหา "สภาพอากาศร้อน" ได้พุ่งขึ้นมาเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ เนื่องจากกรุงเทพฯ เริ่มเผชิญกับอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน ซึ่งถือเป็นความผิดปกติจากค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
การบริหารจัดการที่ผ่านมาอาจสำเร็จในระดับโครงการหรือมาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบได้ หากยังไม่แก้ไขอย่างเป็นระบบ กรุงเทพฯ จะยิ่งเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ ทั้งจากสภาวะโลกเดือด สังคมสูงวัย และการขยายตัวของเมืองในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของเมือง
ความร่วมมือข้ามเขตปกครองที่ต้องเดินหน้าต่อ
ในช่วงปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือกับจังหวัดนครนายกในการลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศปิดและลมตะวันออกพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ความร่วมมือนี้อาศัยการใช้ข้อมูลร่วมกัน การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสนับสนุนเกษตรกรให้ลดการเผาในพื้นที่ต้นทาง นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครองสามารถจัดการได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวควรได้รับการสานต่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น และควรขยายให้ครอบคลุมจังหวัดต้นทางของฝุ่นควันรอบกรุงเทพมหานครทั้งหมด พร้อมผลักดันให้หน่วยงานระดับนโยบายเข้ามามีบทบาทในการสร้างกลไกการบริหารจัดการร่วมที่มีความชัดเจนและยั่งยืน
ในทำนองเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในขอบเขตของกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว การกำหนดพื้นที่รับน้ำ การชะลอน้ำ และการระบายน้ำ จำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการสร้างระบบอาหารปลอดภัย เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่บริโภคอาหารในปริมาณมหาศาลและพึ่งพาผลผลิตจากจังหวัดโดยรอบ ทั้งผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล การเพิ่มช่องทางจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรและผู้ผลิตปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการผลิตที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
นอกจากประเด็นเหล่านี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังต้องเผชิญโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอีกหลายด้าน ทั้งการลดความร้อนในเมืองซึ่งต้องอาศัยมาตรการที่หลากหลายมากกว่าการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว รวมถึงการยกระดับระบบจัดการขยะ เพื่อลดภาระที่ส่งต่อไปยังจังหวัดปลายทาง
ความท้าทายเหล่านี้จึงต้องอาศัยบทบาทของผู้ว่าฯ ในการเป็นผู้นำสร้างความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดโดยรอบ และผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
สุดท้าย หากเราอยากเห็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้ว่าฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องร่วมกันลงมือสร้างสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ ที่ดี ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน เพราะเมืองน่าอยู่จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน


