รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2026 (Sustainable Development Report 2026 หรือ SDR 2026) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 มิถุนายน 2026 เผยแพร่ผลการประเมินสถานะความก้าวหน้าของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ประการของสหประชาชาติ (United Nations) โดยชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤติในการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 ข้อมูลจากรายงานระบุว่า มีเพียง 16.5% ของเป้าหมายทั้งหมดที่อยู่ในเส้นทางที่จะสำเร็จตามกำหนดการ ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านความก้าวหน้า แต่ในระดับภาพรวม โลกยังคงติดหล่มปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคงทางการเมือง และวิกฤติสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลต่อจากนี้จะเป็นการสรุปสาระสำคัญโดย "กรุงเทพธุรกิจ" เพื่อเจาะลึกสถานการณ์โลก และวิเคราะห์สถานะของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 43 ของโลก โดยมีความโดดเด่นในด้านการขจัดความยากจนแต่ยังเผชิญความท้าทายขั้นวิกฤติในด้านกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพสื่อ และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
5 ข้อความสำคัญสู่การขับเคลื่อนโลกหลังปี 2030
รายงาน SDR ฉบับปี 2026 เน้นย้ำประเด็นสำคัญ 5 ประการที่สะท้อนถึงทิศทางของความยั่งยืนโลกในปัจจุบันและอนาคต ดังนี้
- ความมุ่งมั่นต่อ SDGs ยังคงแข็งแกร่งในระดับพหุภาคี: แม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสมาชิกสหประชาชาติ 190 ประเทศ ยังคงสนับสนุนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านกระบวนการรายงานความสมัครใจระดับชาติ (Voluntary National Review: VNR) อย่างไรก็ตาม มีเพียง สหรัฐอเมริกา และอาร์เจนตินา เท่านั้นที่แสดงการคัดค้านมติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
- เอเชียผงาดนำโลก: ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้มีการพัฒนาด้าน SDG สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 โดยเฉพาะ จีน และ อินเดีย ที่มีอันดับก้าวกระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มขึ้น 14 และ 18 อันดับตามลำดับ ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อันดับลดลง
- วิกฤติพหุภาคีนิยม: บาร์เบโดสได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่สนับสนุนระบบพหุภาคีผ่านกลไกสหประชาชาติ (UN-based Multilateralism: UN-Mi) สูงที่สุด ในขณะที่สหรัฐฯ อยู่ในอันดับสุดท้าย โดยในปี 2026 สหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 60 แห่ง และลงมติสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสหประชาชาติเพียง 5% เท่านั้น
- 8 บทเรียนเพื่อการเร่งรัดความก้าวหน้า: รายงานเสนอแนวทางสำคัญ 8 ประการ เช่น การยุติสงครามและนำงบประมาณทหารมาใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การกำหนดแผนการลงทุนระยะยาว การนำภาษีระดับโลกใหม่ๆ มาใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และการจัดทำกรอบธรรมาภิบาลสำหรับ AI และเทคโนโลยีอุบัติใหม่
- การเสริมสร้างการดำเนินการหลังปี 2030: ผลสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสนับสนุนให้คงกรอบการทำงานของ SDG ไว้ต่อเนื่องไปจนถึงกลางศตวรรษ แต่ต้องเพิ่มกลไกการเงินที่เพียงพอและใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนการตัดสินใจให้มากขึ้น
กลุ่มนอร์ดิกยังครองแชมป์โลก
ข้อมูลการจัดอันดับจากรายงาน SDR 2026 ระบุว่ากลุ่มประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศในแถบนอร์ดิก ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก โดย 10 อันดับแรกของโลกประจำปี 2026 ที่มีคะแนนสูงสุด จากคะแนนเต็ม 100 มีดังนี้
- อันดับ 1 ฟินแลนด์: 87.4 คะแนน
- อันดับ 2 สวีเดน: 86.3 คะแนน
- อันดับ 3 เดนมาร์ก: 85.7 คะแนน
- อันดับ 4 นอร์เวย์: 84.1 คะแนน
- อันดับ 5 เยอรมนี: 84.0 คะแนน
- อันดับ 6 ออสเตรีย: 83.9 คะแนน
- อันดับ 7 ฝรั่งเศส: 83.4 คะแนน
- อันดับ 8 สหราชอาณาจักร: 82.5 คะแนน
- อันดับ 9 ไอซ์แลนด์: 82.3 คะแนน
- อันดับ 10 เช็กเกีย: 82.2 คะแนน
อย่างไรก็ตาม รายงานเน้นย้ำว่าแม้แต่ประเทศที่มีอันดับสูงสุดเหล่านี้ ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ในเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (SDG 12), การรับมือสภาพภูมิอากาศ (SDG 13), ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14) และระบบนิเวศบนบก (SDG 15) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรูปแบบการบริโภคที่ไม่ยั่งยืนและผลกระทบเชิงลบที่ส่งออกไปยังประเทศอื่น
เจาะลึกโปรไฟล์ประเทศไทย ผู้นำอาเซียน
รายงาน SDR 2026 ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ อันดับ 43 จาก 169 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนนรวม 75.4 คะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ หากดูสถิติย้อนหลัง ไทยมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น 7.0 จุด นับจากปี 2015 และมีการจัดทำรายงาน VNR ไปแล้ว 3 ครั้ง
Statistical Performance Index (SPI) ของประเทศไทย ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลก อยู่ที่ 85.0 คะแนน ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 77.7 คะแนน ในปี 2016 และมีแนวโน้ม รักษาระดับการบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง
คะแนนของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ (68.5 คะแนน) และยุโรปตะวันออกกับเอเชียกลาง (76.7 คะแนน) อีกทั้งยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD (89.2 คะแนน)
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความโดดเด่นในด้านการดูแลสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การขจัดความยากจน การเข้าถึงน้ำ ไฟฟ้า และการศึกษา แต่กำลังเผชิญกับ "คอขวด" ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น PM2.5 และสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และเสรีภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว
จุดแข็งและความสำเร็จ (สีเขียว)
- SDG 1 (ขจัดความยากจน): ไทยบรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยมีสัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเพียง 0.4% (ที่ระดับ 3 ดอลลาร์ต่อวัน)
- SDG 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ): การเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาเกือบเต็มจำนวน (99.2%) และอัตราการรู้หนังสือของเยาวชนสูงถึง 98.2%
ความท้าทายที่มีนัยสำคัญ (สีเหลืองและส้ม)
- ด้านสุขภาพ (SDG 3): แม้จะมีระบบ 'ประกันสุขภาพถ้วนหน้า' ที่แข็งแกร่ง (82 คะแนน) แต่อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังสูงที่ 25.4 ต่อแสนประชากร และปัญหาการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ยังคงเป็นภาระหนัก
- ความเหลื่อมล้ำ (SDG 10): ดัชนี Gini อยู่ที่ 33.5 ซึ่งถือว่ายังมีความท้าทายในการกระจายรายได้
- เมืองยั่งยืน (SDG 11): ปัญหาใหญ่คือฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีความเข้มข้นเฉลี่ยต่อปีที่ 27.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีทิศทางที่แย่ลง
- การเข้าถึงสาธารณูปโภค (SDG 9): ประชากร 100% เข้าถึงไฟฟ้าและน้ำดื่มพื้นฐาน แต่ยังมีปัญหาเรื่อง คุณภาพและการจัดการที่ยั่งยืนที่ต้องปรับปรุง
วิกฤติที่ต้องเร่งแก้ไข (สีแดง)
ประเทศไทยเผชิญสถานะ "สีแดง" ใน 3 เป้าหมายหลักที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว คือ
- การรับมือสภาพภูมิอากาศ (SDG 13): การปล่อยก๊าซ CO2 จากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังอยู่ในระดับสูง และไทยยังขาดนโยบายที่เข้มข้นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- ระบบนิเวศบนบก (SDG 15): การอยู่รอดของสายพันธุ์มีแนวโน้มลดลง สะท้อนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
- สันติภาพและสถาบันที่เข้มแข็ง (SDG 16): นี่คือจุดอ่อนที่สุดของไทย โดยมีตัวชี้วัดที่น่ากังวลหลายประการ ดังนี้
- ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI): ได้เพียง 33.0 คะแนน จาก 100 และมีแนวโน้มแย่ลง
- เสรีภาพสื่อ: คะแนนลดลงเหลือ 54.0
- กระบวนการยุติธรรม: ประสิทธิภาพและความทันเวลาของกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอยู่ในระดับต่ำ (0.43)
ทั้งนี้ SDR 2026 ระบุว่า ประเทศที่รั้งท้ายในดัชนี SDG Index มักจะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้ง ปัญหาด้านความมั่นคง ความไม่สงบทางการเมือง และมีข้อจำกัดอย่างมากในด้านงบประมาณภาครัฐ
10 อันดับรั้งท้ายโลก
10 อันดับสุดท้ายของโลก จากทั้งหมด 169 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ มีรายละเอียดดังนี้
- อันดับ 169 เซาท์ซูดาน: 39.9 คะแนน
- อันดับ 168 สาธารณรัฐแอฟริกากลาง: 43.3 คะแนน
- อันดับ 167 ชาด: 43.9 คะแนน
- อันดับ 166 โซมาเลีย: 46.2 คะแนน
- อันดับ 165 ซูดาน: 47.7 คะแนน
- อันดับ 164 เยเมน: 47.8 คะแนน
- อันดับ 163 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก: 48.3 คะแนน
- อันดับ 162 เอริเทรีย: 48.7 คะแนน
- อันดับ 161 อัฟกานิสถาน: 48.8 คะแนน
- อันดับ 160 ไนเจอร์: 49.6 คะแนน
ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เผชิญกับความท้าทายขั้นวิกฤติในหลายเป้าหมาย และมีความก้าวหน้าที่หยุดชะงัก มาตั้งแต่ปี 2015
รายงานระบุว่าความเข้มข้นของความขัดแย้ง ส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำและการจัดทำสถิติ SDG ซึ่งประเทศอย่างเซาท์ซูดาน โซมาเลีย และซูดาน อยู่ในเขตที่มีความไม่แน่นอนของข้อมูลสูงเนื่องจากภาวะสงคราม
โดยเฉพาะในด้านความหิวโหย (SDG 2) และสันติภาพ สถาบันที่เข้มแข็ง (SDG 16) ซึ่งรวมถึงปัญหาด้านเสรีภาพสื่อและการทุจริตที่รุนแรง เป็นเป้าหมายที่ห่างไกลที่สุด
วิธีวิจัย การวัดผล และการวิเคราะห์
SDR 2026 ใช้ข้อมูลจากทั้งแหล่งข้อมูลทางการและแหล่งข้อมูลทางเลือกในการจัดอันดับประเทศ โดยประมาณ 2 ใน 3 ของข้อมูลมาจากองค์กรระหว่างประเทศที่มีมาตรฐานการตรวจสอบและปรับข้อมูลให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างประเทศได้ เช่น องค์การสหประชาชาติและหน่วยงานในเครือ (FAO, WHO, UNICEF, ILO, UNESCO) ธนาคารโลก OECD IEA IRENA และ IMF
อีกประมาณ 1 ใน 3 มาจากแหล่งข้อมูลทางเลือกเพื่อเติมเต็มตัวชี้วัดที่ยังมีช่องว่าง ได้แก่ การสำรวจ Gallup World Poll องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายวิจัย เช่น Oxfam, Tax Justice Network, World Justice Project และ Reporters Without Borders รวมถึงวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และสถาบันวิจัยเฉพาะทาง เช่น SIPRI และ Global Carbon Project
รายงาน ไม่ใช้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของแต่ละประเทศโดยตรง เพื่อให้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน โดยอาศัยข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรระหว่างประเทศ แม้กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลมีความล่าช้ากว่าฐานข้อมูลล่าสุดของแต่ละประเทศก็ตาม
สำหรับการจัดอันดับปี 2026 ข้อมูลถูกรวบรวมและประมวลผลในช่วง มีนาคม–เมษายน 2026 โดยรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2026 (SDR 2026) ใช้ตัวชี้วัด 123 รายการ (101 รายการสำหรับทุกประเทศ และอีก 22 รายการเพิ่มเติมสำหรับประเทศสมาชิก OECD) โดยตัวชี้วัดต้องผ่านเกณฑ์ 5 ด้าน ได้แก่ มีความเกี่ยวข้องในระดับโลก มีความน่าเชื่อถือทางสถิติ ข้อมูลเป็นปัจจุบัน ครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน และสามารถวัดระยะห่างจากเป้าหมาย SDGs ได้
เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบตัวชี้วัดที่มีหน่วยต่างกัน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกปรับให้อยู่ในช่วงคะแนน 0–100 โดย 100 คะแนน หมายถึงการบรรลุเป้าหมายสูงสุดตามเกณฑ์ SDGs หรือระดับของประเทศที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด ขณะที่ 0 คะแนน สะท้อนผลการดำเนินงานต่ำสุดตามการกระจายตัวของข้อมูล
รายงานให้น้ำหนัก เท่ากันทั้ง 17 เป้าหมาย SDGs ไม่มีการให้ความสำคัญกับเป้าหมายใดเป็นพิเศษ โดยคำนวณคะแนนเฉลี่ยของตัวชี้วัดในแต่ละเป้าหมาย ก่อนนำคะแนนของทั้ง 17 เป้าหมายมาหาค่าเฉลี่ยเป็น SDG Index Score ของแต่ละประเทศ
ประเทศที่จะได้รับการจัดอันดับต้องมีข้อมูลครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของตัวชี้วัดทั้งหมด หรือ 75% สำหรับประเทศที่เคยได้รับการจัดอันดับในปีก่อน ส่งผลให้รายงานปี 2026 จัดอันดับได้ 169 ประเทศ จากทั้งหมด 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
นอกจากนี้ รายงานยังประเมิน International Spillover Index หรือผลกระทบข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศ ผ่าน 14 ตัวชี้วัด ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการค้า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการเงิน และผลกระทบด้านความมั่นคง เพื่อสะท้อนว่าการพัฒนาของประเทศหนึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนของประเทศอื่นอย่างไร
ทั้งนี้ หากคะแนนต่างกันเพียง 2-3 อันดับอาจไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่หากต่างกันมากกว่า 10 อันดับจะถือว่ามีความแตกต่างด้านประสิทธิภาพอย่างชัดเจน


