เมืองในแคนาดาประกาศรับรอง “ต้นไม้” คือสิ่งมีชีวิตที่มี “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ในการดำรงอยู่และเจริญเติบโต การเคลื่อนไหวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์และแนวคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากการใช้ทรัพยากรสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- เมือง 2 แห่งในแคนาดาประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงอยู่และเจริญเติบโต
- สิทธิที่ได้รับการรับรองครอบคลุมถึงการมีชีวิต, การเติบโตตามธรรมชาติ, ความสมบูรณ์ และการฟื้นฟู โดยมองว่าต้นไม้มีคุณค่าเท่าเทียมมนุษย์
- การรับรองนี้จะนำไปสู่การทบทวนกฎระเบียบของเทศบาลเพื่อคุ้มครองต้นไม้ และถือว่าต้นไม้เป็นพันธมิตรสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับสากลที่พยายามมอบสถานะทางกฎหมายให้แก่ธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนมุมมองที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่การให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ
ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับวิกฤติภูมิอากาศ เมืองเล็ก ๆ ในประเทศแคนาดาอย่าง เมืองแตร์ราส-โวดรูอิล ในรัฐควีเบก และเมืองแกรนด์ฟอลส์-วินด์เซอร์ ในรัฐนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ สร้างประวัติศาสตร์ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ต้นไม้คือสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิขั้นพื้นฐาน” ด้วยแนวคิดที่มองว่าธรรมชาติไม่ใช่ทรัพยากรที่รอให้มนุษย์ตักตวงผลประโยชน์ แต่เป็นระบบที่มีคุณค่าในตัวเอง
มติที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาเมืองระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้นไม้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต การเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ความสมบูรณ์ และการฟื้นฟู” (Right to life, natural growth, integrity, and regeneration) ข้อตกลงนี้กำหนดให้ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับมนุษย์ และควรค่าแก่การได้รับความเคารพและการคุ้มครองในการตัดสินใจระดับท้องถิ่น
การยอมรับนี้ ไม่ใช่เรื่องเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่จะมีการนำไปใช้จริง โดยเทศบาลเมืองจะทบทวนกฎระเบียบและข้อบังคับที่ใช้อยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้จะได้รับการดูแลหรือปลูกทดแทนหากจำเป็นต้องมีการตัดโค่นเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ เทศบาลเมืองเทอร์ราส-โวดรูอิล กล่าวว่าจะลงมติลงนามในคำร้องสนับสนุน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของต้นไม้” (Universal Declaration of the Rights of the Tree) เพื่อปกป้องมรดกทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนอีกด้วย
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง “Des arbres et des arts” ของผู้กำกับอ็องเดร เดสโรเชอร์ส ช่วยเปลี่ยนมุมมองของพลเมืองที่มองว่าต้นไม้เป็นเพียงวัตถุ ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายใจได้และสื่อสารกันได้ผ่านระบบรากใต้ดิน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเดสโรเชอร์ส ที่ต้องการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ที่มนุษย์มองว่าตัวเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) ให้กลายเป็นชุมชนที่คำนึงถึงระบบนิเวศเป็นศูนย์กลาง (Ecocentric) และยอมรับว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
นายกเทศมนตรี มิเชล บูร์โด แห่งเมืองแตร์ราส-โวดรูอิล กล่าวอย่างภูมิใจว่า “ต้นไม้คือพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พร้อมเน้นย้ำว่าต้นไม้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และจัดการทรัพยากรน้ำที่มีค่า
บูร์โดกล่าวเสริมว่า มตินี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะมนตรีเมือง และได้รับการสนับสนุนจากหมู่ประชาชนที่เห็นความสำคัญของวิถีชีวิตแบบชนบท ซึ่งเข้าใจถึงอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้วหลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมาหลายครั้ง
ทางด้าน เยนนี เวกา การ์เดนาส ประธานหอสังเกตการณ์สิทธิธรรมชาติระหว่างประเทศ กล่าวว่า ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกและมีศักดิ์ศรี เพราะต้นไม้มีประสาทสัมผัส แม้จะไม่ใช่ความรู้สึกแบบมนุษย์ แต่พวกมันสามารถรับรู้และสื่อสารกันได้ด้วยวิธีที่เฉพาะเจาะจง การประกาศสิทธินี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันระดับสากลที่พยายามมอบสถานะทางกฎหมายให้กับแม่น้ำและพื้นที่ทางธรรมชาติอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการปกป้องที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะที่ คารีน เปโลฟฟี ทนายความจากองค์กร Ecojustice มองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นสร้างความหวังในขณะที่เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก เธอตั้งข้อสังเกตว่า “หากนิติบุคคลหรือบรรษัทต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิตยังสามารถมีสถานะเป็นบุคคลทางกฎหมายและมีสิทธิได้ แล้วเหตุใดสิ่งมีชีวิตจริง ๆ อย่างต้นไม้จึงจะมีสิทธิบ้างไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะขัดขวางไม่ให้ต้นไม้ได้รับสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทสำคัญที่พวกมันมีต่อระบบนิเวศและความยั่งยืนของโลก”
แนวคิดเรื่องสิทธิของธรรมชาตินี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแคนาดา เพราะในปี 2021 แม่น้ำแม็กพาย ในรัฐควีเบก ก็เคยได้รับสถานะบุคคลทางกฎหมายมาแล้วจากการผลักดันของสภาอินนูแห่งเอควานนิทชิต ดังนั้นการที่เมืองต่าง ๆ เริ่มยอมรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของต้นไม้ ซึ่งประกอบด้วยหลักการพื้นฐานที่ว่าชีวิตบนโลกขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของต้นไม้ และมนุษย์ต้องปฏิบัติต่อพวกมันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพและความสามัคคี จึงเป็นความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวนี้ สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความซับซ้อนของป่าไม้ที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ
การประกาศสิทธินี้ อาจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลกระทบทางกฎหมายในทันที แต่เป็นการสถาปนาหลักการที่ว่าต้นไม้มีคุณค่าในตัวเองที่นอกเหนือไปจากประโยชน์ใช้สอยสำหรับมนุษย์ ความกล้าหาญในการดำเนินการระดับท้องถิ่นนี้อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองอื่น ๆ เดินตามรอยทางเดียวกัน เพื่อปกป้องระบบนิเวศและส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป
ที่มา: CBC, Independent, National Post, The Times of India



