วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘บ้านลอยน้ำ’ ปรับตัวตามระดับน้ำ วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม–ขาดแคลนที่ดินของ ‘เนเธอร์แลนด์’

พื้นที่กว่าหนึ่งในสามของประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และในตอนนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเกิดพายุฝนที่รุนแรงถี่ขึ้น เมื่อรวมกับปัญหาขาดแคลนที่ดินและที่อยู่อาศัย ทำให้ชาวดัตช์ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกับน้ำ หนึ่งในนั้นคือ “บ้านลอยน้ำ

 

เมืองบนผิวน้ำ

ที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์พึ่งพาการสร้างเขื่อนและคันกั้นน้ำในการป้องกันพื้นที่ดิน แต่ปัจจุบันแนวคิดได้เปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการ “พื้นที่สำหรับแม่น้ำ” (Room for the River) ซึ่งเป็นการขยายทางไหลของน้ำและพื้นที่น้ำท่วมขังเพื่อลดความเสี่ยงอุทกภัย

แต่โครงการดังกล่าว ส่งผลให้พื้นที่สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยลดน้อยลง ทั้งที่ในตอนนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างหนัก โดยมีการประมาณการว่าเนเธอร์แลนด์ต้องการบ้านใหม่ถึง 1 ล้านหลังภายใน 10 ปีข้างหน้าเพื่อรองรับความต้องการของประชากร

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการสร้างบ้านบนน้ำจึงเปลี่ยนจากการเป็นเพียงโครงการเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนผังเมืองยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า “เมืองสีน้ำเงิน” (Blue Cities) ทำให้เจ้าหน้าที่เมืองต่างเร่งปรับปรุงกฎหมายผังเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้างบ้านลอยน้ำให้ง่ายขึ้น นีนเคอ ฟาน เรนส์เซน สมาชิกสภาเมืองจากพรรคกรีนเลฟต์ กล่าวกับบีบีซีว่า

“บ้านลอยน้ำช่วยให้ใช้พื้นที่ได้อย่างหลากหลาย และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว”

‘บ้านลอยน้ำ’ ปรับตัวตามระดับน้ำ วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม–ขาดแคลนที่ดินของ ‘เนเธอร์แลนด์’ บ้านลอยน้ำในเนเธอร์แลนด์
เครดิตภาพ: Schoonschip

ขณะที่ สถาปนิกและนักวางแผนผังเมืองในปัจจุบันไม่ได้มองว่าน้ำเป็นศัตรูอีกต่อไป แต่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาสำหรับเมืองที่มีความหนาแน่นสูงและเจอภัยธรรมชาติบ่อย การใช้พื้นที่ผิวน้ำบนคลอง ทะเลสาบ และท่าเรือสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย จึงกลายเป็นทางออกสำหรับการขยายเมือง โดยไม่ต้องรุกรานพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่สีเขียว

รอตเตอร์ดัม” เมืองใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมืองนี้จึงต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ปี 2010 “อาคารลอยน้ำ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเมือง และในปัจจุบันเมืองรอตเตอร์ดัมเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและฟาร์มโคนมลอยน้ำ ที่ใช้หุ่นยนต์ในการรีดนมวัว เพื่อส่งผลิตภัณฑ์นมสดใหม่ให้แก่ร้านค้าท้องถิ่นในเมือง ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่บนน้ำ ก็สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของมนุษย์ได้ไม่ต่างจากบนบก

อาร์นูด โมเลนาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านความยืดหยุ่นของเมืองรอตเตอร์ดัม กล่าวว่า “ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เราได้พลิกโฉมตัวเองให้เป็นเมืองแห่งดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แทนที่จะมองน้ำเป็นเพียงศัตรู เรากลับมองมันเป็นโอกาส”

‘บ้านลอยน้ำ’ ปรับตัวตามระดับน้ำ วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม–ขาดแคลนที่ดินของ ‘เนเธอร์แลนด์’ บ้านลอยน้ำในเนเธอร์แลนด์
เครดิตภาพ: Schoonschip

บ้านลอยน้ำ

“บ้านลอยน้ำ” (Floating homes) แตกต่างจากเรือบ้านทั่วไปตรงที่เป็นโครงสร้างที่ติดตั้งถาวร โดยใช้ท้องเรือคอนกรีต (Concrete hull) ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพื่อความเสถียรและมั่นคง แม้ในยามเกิดพายุหรือคลื่นแรง ส่วนระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา และระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล ถูกเชื่อมต่อกับชายฝั่งด้วยท่อและสายไฟที่มีความยืดหยุ่นพิเศษ เพื่อรองรับการเคลื่อนตัวตามระดับน้ำ

โครงสร้างเหล่านี้ จะถูกยึดไว้กับเสาเหล็กที่ฝังลึกลงไปในดินประมาณ 65 เมตร ช่วยให้ตัวบ้านสามารถเลื่อนขึ้นและลงตามระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างปลอดภัย นวัตกรรมนี้ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกปลอดภัยมากกว่าบ้านบนบกในยามเกิดพายุ เพราะบ้านจะลอยไปตามกระแสน้ำแทนที่จะต้านทานแรงดันน้ำ

โครงการสคูนสคิป (Schoonschip) ในอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นชุมชนลอยน้ำที่ยั่งยืนที่สุดในยุโรป ประกอบด้วยบ้าน 30 หลังบนคลองในย่านอุตสาหกรรมเก่า ชุมชนแห่งนี้เน้นการใช้พลังงานสะอาดผ่านแผงโซลาร์เซลล์และปั๊มความร้อน รวมถึงมีสวนลอยน้ำและหลังคาสีเขียว อีกทั้งยังเป็นชุมชนเชิงนิเวศ ที่ผู้อยู่อาศัยแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เช่น จักรยาน รถยนต์ไฟฟ้า และแม้กระทั่งการซื้ออาหารจากเกษตรกรท้องถิ่นร่วมกัน นอกจากนี้ พลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ยังสามารถนำมาแบ่งขายกันเองภายในชุมชนหรือขายคืนให้กับการไฟฟ้าส่วนกลางได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตบนน้ำก็มีความท้าทาย เช่น การสั่นไหวของตัวอาคารในยามพายุพัดแรงหรือเมื่อมีเรือขนาดใหญ่แล่นผ่าน รวมถึงต้นทุนการก่อสร้างสูง เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานพิเศษในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและระบบบำบัดน้ำเสียที่กันน้ำได้

‘บ้านลอยน้ำ’ ปรับตัวตามระดับน้ำ วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม–ขาดแคลนที่ดินของ ‘เนเธอร์แลนด์’ โครงการสคูนสคิป
เครดิตภาพ: Schoonschip

ส่งต่อ “เมืองสีนำ้เงิน”

เมืองลอยน้ำของเนเธอร์แลนด์ กำลังกลายเป็นต้นแบบให้กับประเทศที่เสี่ยงโดนน้ำท่วมทั่วโลก บริษัทวิศวกรรมของดัตช์ได้รับการติดต่อจากนานาชาติให้ไปช่วยออกแบบโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่นในมัลดีฟส์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร กำลังมีการก่อสร้างเมืองลอยน้ำสำหรับประชากร 20,000 คน รวมถึงการสร้างแนวปะการังเทียมใต้โครงสร้างเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศทางทะเล และใช้ระบบทำความเย็นจากน้ำทะเลลึก

นอกจากนี้ยังมีโครงการ Green Float Tallinn ซึ่งเป็นแผนการสร้างเกาะลอยน้ำในทะเลบอลติก เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยได้ถึง 50,000 คน โดยเน้นแนวคิดการพึ่งพาพลังงานด้วยตนเอง วงจรน้ำแบบปิด และปรัชญาขยะเป็นศูนย์

คูน โอลทุยส์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Waterstudio กล่าวว่าแนวคิดเรื่องการสร้างบ้านบนน้ำไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เมืองชายฝั่งสามารถขยายตัวและอยู่รอดได้ ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวน

ขณะที่ รุตเกอร์ เดอ กราฟ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Blue21 กล่าวว่า จำนวนพายุร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นทั้งนักวางผังเมืองและผู้อยู่อาศัยให้มองหาทางออกบนผืนน้ำ ดังนั้นการพัฒนาบนพื้นที่ลอยน้ำอาจช่วยชีวิตผู้คนและประหยัดความเสียหายได้หลายพันล้านดอลลาร์ 

“หากเกิดน้ำท่วม คาดว่าผู้คนจำนวนมากจะย้ายไปอยู่บนที่สูง แต่ทางเลือกอื่นคือการอยู่ใกล้เมืองชายฝั่งและสำรวจการขยายตัวไปสู่ผืนน้ำ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ผู้คนหลายร้อยล้านคนจะต้องย้ายที่อยู่ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เราจำเป็นต้องเริ่มสร้างพื้นที่ลอยน้ำตั้งแต่ตอนนี้” เดอ กราฟกล่าว

 

ที่มา: Architectural DigestBBCGristThe Times of IndiaWodnesprawy