วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เอเชียขับเคลื่อนผลผลิตสัตว์น้ำสู่สถิติสูงสุดใหม่ ไทยมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก

กรุงเทพฯ 22 มิถุนายน 2569— รายงาน The State of World Fisheries and Aquaculture ประจำปี 2569 ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยว่าผลผลิตสัตว์น้ำและสาหร่ายทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2567 ที่ 235 ล้านตัน

โดยเอเชียเป็นผู้นำการเติบโต คิดเป็น 76% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด และประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกสัตว์น้ำรายใหญ่ของภูมิภาค
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการขยายตัวผลผลิตสัตว์น้ำและสาหร่ายทั่วโลก โดยในปี 2567 เอเชียผลิตสัตว์น้ำและสาหร่ายรวม 179 ล้านตัน ในจำนวนนี้เกือบสามในสี่หรือ 130 ล้านตันมาจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระหว่างปี 2543 ถึง 2567 การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น 70 ล้านตันทั่วโลก และภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนผลผลิตถึง 90% ของการเติบโตนี้ นับเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่5% โดยในปี 2567 มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งสิ้น 91.5 ล้านตัน

การเติบโตกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศนำโดยจีนซึ่งมีส่วนแบ่งที่สำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถึง 57.6 ล้านตัน ผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และบังกลาเทศ
นอกจากนี้ในปี 2567  เอเชียยังเป็นผู้นำในการผลิตสาหร่าย โดยคิดเป็นร้อยละ 97 ของปริมาณเกือบ 40 ล้านตันของผลผลิตทั่วโลก 
อาลู โดฮง ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนประจำภูมิภาคของ FAO เอเชียและแปซิฟิกกล่าวว่า  “ความเป็นผู้นำของเอเชียในการผลิตอาหารจากสัตว์น้ำสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นวัตกรรม และห่วงโซ่คุณค่ามานานหลายทศวรรษ เอเชียจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานและเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของผู้คนนับล้าน เพราะความต้องการอาหารจากสัตว์น้ำทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
รายงานระบุว่าเอเชียยังเป็นผู้นำของโลกสำหรับการประมงน้ำจืดและทะเลอีกด้วย มีสัดส่วนร้อยละ 51 และ 63 ของผลผลิตทั่วโลกตามลำดับ 
สำหรับของการประมงจากทะเล ผู้ผลิต 5 อันดับแรกของเอเชีย ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม และญี่ปุ่น มีส่วนแบ่ง 37% ของผลผลิตทั่วโลก
สำหรับการประมงน้ำจืด ประเทศผู้ผลิต 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ จีน เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย คิดเป็นร้อยละ 50 ของประมงแหล่งน้ำจืดทั่วโลก ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการผลิตสารอาหารป้อนประชากรโลกและวิถีชีวิตอาหารจากสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญในด้านอาหารและโภชนาการทั่วโลก

โดยคาดการณ์ว่าปริมาณเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 21.1 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2566 เอเชียมีปริมาณการบริโภคสูงสุดที่ 26.3 กิโลกรัมต่อคน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกมาก และยังคิดเป็นเกือบสามในสี่ของการบริโภคปริมาณสัตว์น้ำทั่วโลก รายงานระบุว่ามัลดีฟส์เป็นผู้นำด้านการบริโภคต่อหัว โดยอยู่ที่ 87 กิโลกรัมต่อปี รองลงมาคือเขตบริหารพิเศษฮ่องกง มาเลเซีย มาเก๊า และสาธารณรัฐเกาหลี
นอกจากนี้ เอเชียยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการค้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำระหว่างประเทศ คิดเป็น34% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก จีนเป็นผู้นำด้วยมูลค่าการส่งออก 20 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 ตามมาด้วยเวียดนาม อินเดีย ไทย และอินโดนีเซีย
การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของผู้คนประมาณ 600 ล้านคนทั่วโลกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในจำนวนนี้ 65.3 ล้านคนถูกจ้างงานโดยตรง ณ.ปี 2567 และ 85% เของคนเหล่านั้นอยู่ในเอเชีย ส่วนใหญ่คืออินเดีย โดยมีชาวประมงและผู้เลี้ยงปลา 17 ล้านคน จีนอยู่ในอันดับสองของโลกด้วยจำนวนงานโดยตรง 11 ล้านตำแหน่ง ตามมาด้วยบังกลาเทศ (8.1 ล้านตำแหน่ง) อินโดนีเซีย (5.2 ล้านตำแหน่ง) และเวียดนาม (2.8 ล้านตำแหน่ง)
ในปี 2567 ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งกองเรือประมงที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเรือ 3.4 ล้านลำ คิดเป็น 72% ของกองเรือประมงทั่วโลกโลกที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 4.7 ล้านลำ
FAO คาดการณ์ว่าบทบาทของเอเชียจะยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบอาหารสัตว์น้ำของโลก โดยภูมิภาคนี้จะผลิตสัตว์น้ำได้72% ทั่วโลก และมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 10% ภายในปี 2577
รายงานได้มอบข้อเสนอแนะให้เอเชียลงทุนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืนโดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่นการปล่อยน้ำเสีย และมีการประมงที่รับผิดชอบ เช่นการควบคุมการจับสัตว์น้ำเกินกำลังผลิต และสนับสนุนการทำประมงที่มีการรับรองมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก
นายโดฮงกล่าวว่า  “เอเชียจะยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบอาหารสัตว์น้ำระดับโลก และการรักษาความเป็นผู้นำนี้จำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การประมงที่รับผิดชอบ และห่วงโซ่คุณค่าที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น”