วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

WEF ชี้ ลำพัง 'พลังเอกชน' หยุดตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้ หากไร้เงารัฐบาล-กลไกการเงินโลกเสริม

หลังจากผ่านพ้นไป 5 ปี นับตั้งแต่การเปิดตัวแนวทางปฏิบัติระดับโลกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร รายงานฉบับล่าสุด "From Pledges to Practice: Lessons from the Agriculture Sector Roadmap to 1.5°C" ซึ่งเผยแพร่โดย World Economic Forum (WEF) ได้ส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญถึงประชาคมโลกว่า แม้ภาคเอกชนจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการทำตามคำมั่นสัญญา แต่ "การดำเนินการโดยสมัครใจของบริษัทเพียงลำพัง" นั้นไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการทำลายป่าในระดับที่โลกต้องการได้

ความสำเร็จที่วัดผลได้

จากความต่างคนต่างทำ สู่มาตรฐานเดียวกัน รายงานระบุว่า "แผนที่นำทางภาคเกษตรสู่ 1.5 องศา" (Agriculture Sector Roadmap to 1.5°C) ซึ่งเริ่มต้นในปี 2021 ได้บรรลุความสำเร็จสำคัญในการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานความโปร่งใส" บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ค้าสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ (Commodity Traders) ทั้งในกลุ่มถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน และปศุสัตว์ ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการมีข้อตกลงที่กระจัดกระจาย มาสู่การใช้กรอบการทำงานร่วมกันที่เป็นระบบมากขึ้น

ความก้าวหน้าที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่อง ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการสร้างบรรทัดฐานการรายงานสาธารณะประจำปี ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบริษัทคู่แข่งในระดับก่อนการแข่งขัน (Pre-competitive) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในกลุ่มอุตสาหกรรมถั่วเหลือง ที่บริษัทต่างๆ เริ่มใช้ระบบแผนที่ระดับแปลงที่ดิน (Property-level mapping) เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงของการทำลายป่าได้แม่นยำขึ้นกว่าในอดีต

แรงต้านเชิงโครงสร้าง เมื่อห่วงโซ่อุปทานปะทะกับความจริงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม รายงานยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความพยายามเหล่านี้ยังไม่สามารถลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเป็น "ปรากฏการณ์ระดับภูมิทัศน์" ที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยซับซ้อนเกินกว่าที่นโยบายการจัดซื้อของบริษัทเดียวจะควบคุมได้

อุปสรรคสำคัญคือเรื่อง "ซัพพลายเออร์ทางอ้อม" (Indirect Suppliers) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ซึ่งมีความซับซ้อนสูง ทำให้สินค้าเกษตรจากพื้นที่บุกรุกป่ายังคงแทรกซึมเข้าสู่ตลาดผ่านตัวกลางหลายชั้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการ "ย้ายที่ทำลายป่า" (Displacement) ที่เมื่อบริษัทหนึ่งคุมเข้มในพื้นที่หนึ่ง การผลิตก็เพียงแค่ย้ายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอกว่า

จุดเปลี่ยน 2026 มุ่งสู่การเงินระดับอธิปไตยและเขตอำนาจรัฐ

แจ็ค เฮิร์ด ผู้อำนวยการบริหารของ Tropical Forest Alliance (TFA) ได้เน้นย้ำในรายงานว่า ถึงเวลาที่โลกต้องมองข้ามเพียงแค่ "ห่วงโซ่อุปทาน" ไปสู่การทำงานระดับ "ภูมิทัศน์และเขตอำนาจรัฐ" (Jurisdictional Approach) ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น ชุมชนพื้นเมือง และภาคเอกชน เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ยั่งยืน

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความหวังใหม่จาก กลไกการเงินสีเขียวรูปแบบใหม่ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกม เช่น

  1. Tropical Forest Forever Facility (TFFF): กลไกถาวรที่เน้นการจ่ายเงินให้ประเทศที่มีป่าไม้เพื่อ "รักษาป่าที่ยังคงยืนต้นอยู่" แทนที่จะจ่ายเพียงแค่ตอนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น
  2. Jurisdictional REDD+: การให้ผลตอบแทนทางการเงินในระดับรัฐหรือประเทศ ซึ่งช่วยให้ประเทศเจ้าของป่า เช่น บราซิลและอินโดนีเซีย สามารถรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ได้อย่างมั่นคง

บทสรุปสู่ปี 2030 บทเรียนสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า ป่าไม้จะต้องถูกปฏิบัติในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลก" ไม่ใช่เพียงแค่โครงการอนุรักษ์ตามความสมัครใจ ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการนำคำมั่นสัญญาของบริษัทมาหลอมรวมเข้ากับนโยบายสาธารณะที่เข้มงวด และการสนับสนุนทางการเงินที่เข้าถึงระดับเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง เพื่อให้ "การรักษาป่า" กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามากกว่า "การทำลายป่า"