ลองจินตนาการถึงโลกที่เด็กคนหนึ่งต้องเจอทั้งภัยแล้งจนไม่มีข้าวกิน ตามมาด้วยไฟป่าที่ส่งฝุ่นพิษคลุ้งเต็มปอด และปิดท้ายปีด้วยน้ำท่วมฉับพลันจนโรงเรียนพัง... นี่ไม่ใช่พล็อตหนังดิสโทเปีย แต่คือความจริงที่เด็กกว่า 1.1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญ ยูนิเซฟเปิดรายงานความเสี่ยงภูมิอากาศในเด็กฉบับล่าสุดปี 2569 เตือนชัด “ภัยพิบัติแบบโดมิโน” กำลังพรากอนาคตคนรุ่นใหม่ ขณะที่สถานการณ์ในไทยก็น่าห่วงไม่แพ้กัน
เมื่อ ‘ภัยพิบัติ’ ไม่ได้มาเดี่ยว โดมิโนความเสี่ยงที่เค้นอนาคตเด็ก
รายงาน Children’s Climate Risk Report 2569 ขององค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เผยแพร่ข้อมูลที่น่าตกใจจากฐานข้อมูลภัยข้อมูลเด็กโลก (UNICEF Global Child Hazard Database) ระบุว่า ปัจจุบันเด็กเกือบทุกคนบนโลกนี้กำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 1 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุรุนแรง
ที่น่ากังวลที่สุดคือ เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กทั่วโลก หรือราว 1.1 พันล้านคน กำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง "ภัยพิบัติที่ซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 รูปแบบ" และมีเด็กอีกกว่า 4 ล้านคนที่ต้องรับมือกับภัยคุกคามถึง 6 ด้านพร้อมๆ กัน
รายงานชี้ว่า วิกฤตินี้ไม่ได้มาเป็นเหตุการณ์เดี่ยวๆ แต่เป็น "วิกฤติแบบลูกโซ่" เช่น เมื่อเกิดภัยแล้งรุนแรงจนพืชผลเสียหาย เด็กจะขาดสารอาหาร จากนั้นเศษซากพืชที่แห้งตายจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีทำให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันพิษ และเมื่อฝนตกซ้ำลงมาบนผืนดินที่ไม่มีต้นไม้อุ้มน้ำ ก็จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันพัดทำลายบ้านเรือนและโรงเรียน ทำให้เด็กๆ ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและเสี่ยงต่อโรคระบาด
ย้อนดูตัวเลขความเสียหาย
- ในปี 2567 มีเด็กถึง 242 ล้านคนใน 85 ประเทศ ที่ต้องหยุดเรียนชั่วคราวจากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ
- คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะมีเด็กถึง 28 ล้านคน ต้องเผชิญภาวะทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) จากวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร
- ข้อมูลจาก IPCC ระบุว่า เด็กที่เกิดในข่วงปี 2553 จะต้องเจอกับภัยพิบัติมากกว่ารุ่นปู่ย่าตายายถึง 4 เท่าแม้โลกจะคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา ก็ตาม และจะเพิ่มเป็น 5 เท่า หากอุณหภูมิโลกพุ่งสูงถึง 3 องศาเซลเซียส
ส่องสถานการณ์ในประเทศไทย เด็กไทยโตมากับฝุ่นพิษและน้ำท่วม
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เด็กไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากรายงาน "การประเมินความเปราะบางของเด็กต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย" โดย ยูนิเซฟ ประเทศไทย (เผยแพร่เมื่อปี 2566) พบข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า เด็กไทยมีความเปราะบางสูงมากต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
พื้นที่ที่เด็กมีความเสี่ยงสูงสุดในประเทศ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยจังหวัดอย่างอุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครพนม และนราธิวาส ติดอันดับพื้นที่ที่เด็กเผชิญความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีความเสี่ยงซ้อนกันทั้งเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาระดับรายได้ของครอบครัวที่ยากต่อการฟื้นตัว
นอกจากนี้ ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือช่วงต้นปีของทุกปี ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองและระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทยในระยะยาว
3 ข้อเรียกร้องจากยูนิเซฟ ลงทุนเพื่ออนาคตก่อนสายเกินแก้
เพื่อปกป้องสิทธิและอนาคตของเด็กๆ ยูนิเซฟได้ยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ข้อต่อรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงภาคธุรกิจ
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง: เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก
- ปกป้องเด็กผ่านระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น: รัฐบาลต้องบรรจุแผนปกป้องเด็กไว้ในแผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) พัฒนาโรงเรียนและโรงพยาบาลให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทนทานต่อภัยพิบัติ รวมถึงจัดสรรงบประมาณเยียวยาความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage) ที่เน้นกลุ่มเด็กเป็นหลัก
- เสริมพลังและให้ความรู้เรื่องภูมิอากาศ: ลงทุนในระบบการศึกษาเพื่อให้เด็กมีความรู้เท่าทันวิกฤติโลก และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศและระดับสากล
มุมมองกองทุนโลก เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอด
เพื่อขับเคลื่อนการปรับตัวนี้ ทั่วโลกจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทางสหประชาชาติและกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) เคยประเมินไว้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องใช้เงินทุนสำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศสูงถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
ภายในปี 2573 ซึ่งยูนิเซฟย้ำว่า เม็ดเงินเหล่านี้ควรถูดึงมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุข การศึกษา และแหล่งน้ำสะอาดของเด็กๆ เพราะการลงทุนปกป้องเด็กในวันนี้ คือการรักษาทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติในอนาคต
ที่มา : UNICEF


