วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ธรรมชาติพัง' อาจฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหวรุนแรงกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2551

โลกกำลังเผชิญความผันผวนรอบด้าน ทั้งสงคราม อัตราเงินเฟ้อ และราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็น "ภัยเงียบ" จากการทำลายสิ่งแวดล้อมหากโมเดลธุรกิจยังมองข้ามความเสี่ยงด้านธรรมชาติ โลกอาจต้องเผชิญกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หลายประเทศเริ่มขยับตัวรับมือ รวมถึงประเทศไทยที่กำลังตกอยู่ในสปอตไลท์ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและภัยแล้ง

ในขณะที่กระแสข่าวกระแสร้ายแรงเรื่องสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังดึงความสนใจจากหน้าสื่อ ทว่าวิกฤติการณ์ที่แท้จริงที่กำลังกัดกินรากฐานทางเศรษฐกิจของโลกกลับเป็นเรื่องของ "ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ" ล่าสุดนักพยากรณ์อากาศออกมาเตือนถึงปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจดันให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงที่สุดในรอบ 1.2 แสนปี ซึ่งจะนำไปสู่ภัยแล้ง น้ำท่วม และการขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตรพร้อมกันทั่วโลก

โยฮัน ร็อคสตรอม  นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศระดับโลก ระบุว่า กว่า 3 ใน 4 ของระบบค้ำจุนสิ่งมีชีวิตบนโลกได้หลุดออกจาก "โซนปลอดภัย" ไปแล้ว การที่มนุษยชาติยังคงดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ กำลังทำให้โลกสูญเสียขีดความสามารถในการรับแรงกระแทกจากภัยธรรมชาติ

บราซิลนำร่องโมเดลการเงินสีเขียว ยุโรปสะเทือนจากป่าแอมาซอนถูกทำลาย

ปัจจุบันเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น โปรแกรม Eco Invest Brasil ของบราซิล ที่ระดมทุนจากต่างประเทศและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อคุ้มครองสินทรัพย์ทางธรรมชาติ รวมถึงการเปิดตัว Tropical Forest Forever Facility (TFFF) ในการประชุม COP30 เมื่อปี 2568 ซึ่งเป็นกองทุนระดับโลกที่มีเป้าหมายระดมทุนให้ได้ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อจ่ายเงินอุดหนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาในการดูแลรักษาป่าไม้

ความเสียหายของป่าฝนเขตร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวของประเทศร่ำรวยอีกต่อไป ข้อมูลวิเคราะห์ชี้ว่า ยุโรปอาจสูญเสียมูลค่าการค้าถั่วเหลืองจากแถบแอมาซอนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จากปัญหาภัยแล้ง โดยประเทศอย่างสเปน เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

"คนจากตลาดทุน ต้องหันมาฟังเสียงของคนจากผืนป่าบ้าง" ดาวี โคเปนาวา ยาโนมามี  ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในบราซิล กล่าวในงาน COP30

เจาะลึกสถานการณ์ในไทย ตระหนักแต่ยังตามไม่ทันวิกฤติ

เมื่อหันกลับมามองที่ ประเทศไทย ผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและราคาปัจจัยการผลิตเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนในภาคการเกษตรและเศรษฐกิจภาพรวม

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร: จากรายงานของ ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยแล้งและน้ำท่วมขัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตข้าวและอ้อยอันเป็นสินค้าส่งออกหลัก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้มูลค่าความเสียหายในภาคเกษตรกรรมไทยสูงถึงหลายแสนล้านบาทในระยะยาว หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้นทุนเกษตรกรพุ่งกระฉูด: ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า ราคาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรในไทยมีความผันผวนล้อไปกับรากฐานราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ราคาปุ๋ยในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นตอกย้ำให้เห็นถึงจุดอ่อนของเกษตรกรไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตสูงถึงเกือบ 100% ส่งผลให้หนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตรกรไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่น่ากังวล
  • นโยบายและการปรับตัว: แม้ว่ารัฐบาลไทยจะเริ่มผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และมีความพยายามในการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิต แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ของผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรฐานรากยังคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลกที่เม็ดเงินสนับสนุนมักจะไหลไปไม่ถึงมือผู้ที่ลงมือปกป้องธรรมชาติอย่างแท้จริง

ลงทุนในธรรมชาติคือทางรอด?

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเคยพิสูจน์มาแล้วว่า ประเทศที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการลงทุนในธรรมชาติจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า เช่น วิกฤติการณ์น้ำมันในปี 2516 ที่บราซิลหันมาร่วมมือกับเกษตรกรพัฒนาพลังงานชีวภาพเพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมัน หรือโครงการกำแพงสีเขียว (Great Green Wall) ในแอฟริกาเมื่อปี 2550 ที่ตั้งเป้าฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรม 250 ล้านเฮกตาร์ และสร้างงานสีเขียวกว่า 10 ล้านตำแหน่ง

ถึงเวลาแล้วที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและทั่วโลก จะต้องเลิกมองว่าธรรมชาติเป็นของฟรีที่ไม่มีวันหมดสิ้น การลงทุนในระบบนิเวศและป่าไม้ไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่มันคือ "โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ" ชิ้นสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้รอดพ้นจากคลื่นความเสี่ยงระลอกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ที่มา : COP30 Presidency