วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ดาต้าเซนเตอร์' ระเบิดเวลาลูกใหม่ของเมืองใหญ่ เมื่อ AI กำลังสูบพลังงาน-แย่งน้ำดื่มของมนุษย์

วิกฤติเงียบเบื้องหลังความอัจฉริยะของระบบคลาวด์ และ AI เมื่อสมาพันธ์เมืองใหญ่อย่าง C40 ต้องจับมือประกาศปฏิญญาคุมกำเนิดดาต้าเซนเตอร์ไร้ระเบียบ ก่อนที่มหานครทั่วโลกจะเผชิญภาวะ "ไฟดับ-น้ำหมดเมือง" จากการเติบโตที่ตักตวงทรัพยากรไวเกินไปถึง 100 ปี

สปอตไลต์ความเจริญของโลกเทคโนโลยีฟากหนึ่งอาจเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แสนชาญฉลาด แต่อีกฟากหนึ่ง มันกำลังกลายเป็น "ปีศาจกลืนกินทรัพยากร" ของเมืองใหญ่ทั่วโลก

ล่าสุดในการประชุมสัปดาห์ปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศแห่งลอนดอน (London Climate Action Week) บรรดาผู้นำเมืองใหญ่ทั่วโลกจึงได้ร่วมกันเปิดตัว "ข้อตกลงศูนย์ข้อมูลเมืองระดับโลก" (Global Urban Data Centres Pact) เพื่อดัดหลังกลุ่มทุนเทคโนโลยีที่กำลังขยายศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Centre) อย่างบ้าคลั่งจนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมืองแทบพังทลาย

เมื่อ "คลาวด์" ไม่ได้เบาบาง วิกฤติแย่งน้ำ-แย่งไฟ ที่ลามไปทั่วโลก

บทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters อย่างแกนนำในการขับเคลื่อนครั้งนี้อย่าง เมลเบิร์น (ออสเตรเลีย) และ ฟีนิกซ์ (สหรัฐ) ได้สะท้อนภาพจริงที่น่ากลัวว่า ดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่แค่ตู้เซิร์ฟเวอร์เงียบๆ แต่มันคือ เครื่องจักรยักษ์ที่สูบพลังงานมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง

นิโคลัส รีซ นายกเทศมนตรี เมลเบิร์น ออสเตรเลีย เปรียบเทียบว่านี่คือ สิ่งกระทบระบบไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มี "แอร์คอนดิชันเนอร์" ในทศวรรษ 1950 แต่ความต่างคือ รอบนี้มันไม่ได้ใช้เวลาโตเป็นสิบปีเหมือนแอร์ มันโตในเวลาแค่ไม่กี่ปี คาดว่าภายในปี 2040 ดาต้าเซนเตอร์จะเขมือบไฟไปถึง 20% ของทั้งเมือง และสูบน้ำดื่มของประชาชนไปถึง 20,000 ล้านลิตรต่อปี (คิดเป็น 4% ของน้ำดื่มทั้งเมือง) เพียงเพื่อเอาไปใช้ระบายความร้อนให้คอมพิวเตอร์

เคต กัลเลโก นายกเทศมนตรีหญิง ฟีนิกซ์ สหรัฐ ระบุว่าขีดความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซนเตอร์ทั้งที่สร้างแล้ว และกำลังจะสร้างรวม 225 แห่ง กำลังทำให้การไฟฟ้าท้องถิ่นต้องเจอการเติบโตของดีมานด์ในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเติบโตตลอด 100 ปีที่ผ่านมารวมกัน จนเริ่มเกิดการประท้วงจากชาวบ้านในพื้นที่เรื่องมลพิษทางเสียง และการรุกล้ำชุมชน

ความน่ากลัวคือ หลายเมืองทั่วโลกกำลังตกหลุมพราง "สงครามแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน (Race to the bottom)" แข่งกันลดหย่อนเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดทุนบิ๊กเทค จนลืมคิดไปว่ากำลังเอาทรัพยากรของประชาชนไปแลก

"ผู้อยู่อาศัยในเมืองมีสิทธิเต็มที่ในการเรียกร้องให้การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่โตบนความเดือดร้อนของชุมชน" ซาดิก ข่าน ผู้ว่าราชการกรุงลอนดอน กล่าวเสริม

 

วิกฤตินี้ และแนวทางที่กลุ่ม C40 Cities กำลังพยายามแก้ไข

(ซึ่งมีเมืองสมาชิกอย่าง บาร์เซโลนา, เชนไน และบอยซี ร่วมลงนาม) และนี่คือข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ดาต้าเซนเตอร์ในปัจจุบัน

1. รอยเท้าคาร์บอนที่ใหญ่กว่าสายการบิน

ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ปัจจุบันดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.5 - 3.7% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด ซึ่งแซงหน้าอุตสาหกรรมการบินไปแล้ว (Aviation อยู่ที่ประมาณ 2.5%) หากไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามความนิยมของ Generative AI ที่ต้องใช้พลังงานในการประมวลผลมากกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิมถึง 10 เท่า

2. บริบทที่ต่างกัน เมืองหนาว VS เมืองร้อน

ข้อตกลงนี้ระบุชัดเจนว่า กฎเกณฑ์จะต้อง "ยืดหยุ่นตามสภาพภูมิศาสตร์"

  • กลุ่มเมืองหนาว (เช่น ไอซ์แลนด์ หรือ ยุโรปเหนือ): ได้เปรียบเรื่องการใช้อากาศธรรมชาติในการระบายความร้อน (Free Cooling) ความท้าทายจึงไม่ใช่เรื่องน้ำ แต่เป็นเรื่องการจัดการ "พลังงานความร้อนส่วนเกิน" (Waste Heat) ซึ่งในข้อตกลงใหม่นี้จะบังคับให้ส่งต่อความร้อนนี้เข้าสู่ระบบทำความร้อนของเมือง (District Heating) เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือนประชาชนฟรีๆ
  • กลุ่มเมืองร้อน (เช่น มะนิลา, เชนไน รวมถึง กรุงเทพฯ): เผชิญความเสี่ยงขั้นวิกฤติ เพราะอากาศที่ร้อนชื้นทำให้ดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้ "น้ำ" และ "ระบบปรับอากาศ" มหาศาลในการหล่อเย็น ซึ่งเสี่ยงต่อการแย่งชิงน้ำประปาของภาคประชาชนในช่วงภัยแล้ง

3. ดาต้าเซนเตอร์ยุคใหม่ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?

ข้อตกลงร่วม (Pact) ฉบับใหม่นี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ "แบน" ดาต้าเซนเตอร์ แต่เป็นการสร้างกรอบกติกาใหม่ในการออกใบอนุญาตผังเมือง และการต่อรองกับบริษัทเทคโนโลยี โดยเน้น 3 แกนหลัก

มิติการควบคุมแนวทางปฏิบัติขั้นต่ำที่เมืองใหญ่เรียกร้อง

  1. พลังงาน (Energy) ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (Clean Energy) และมีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงระเบิดในชุมชน
  2. ทรัพยากรน้ำ (Water) ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบระบายความร้อนแบบปิด (Closed-loop cooling) หรือสารเหลวที่ไม่แย่งน้ำสะอาดจากระบบประปาเมือง
  3. ผังเมือง (Urban Integration) ห้ามตั้งใกล้ชุมชนจนเกิดมลพิษทางเสียงจากพัดลมระบายความร้อน และต้องตั้งอยู่ในจุดที่สายส่งไฟของเมืองสามารถรองรับได้โดยไม่ทำไฟดับทั้งเมือง

กลับมาที่ "ประเทศไทย"

เทรนด์นี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมองข้ามไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังเนื้อหอม และเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ระดับ Hyper-scale จากบิ๊กเทคระดับโลก (เช่น Microsoft และ Google) การเกิดขึ้นของ Global Urban Data Centres Pact 

จึงเป็นเสมือน "คู่มือเตือนภัย" ให้กรุงเทพฯ และรัฐบาลไทย หันกลับมาทบทวนว่า เม็ดเงินลงทุนหลายหมื่นล้านที่ได้มา คุ้มค่าหรือไม่กับปริมาณไฟฟ้า และน้ำสะอาดที่เมืองต้องสูญเสียไป และเรามีกฎหมายผังเมืองที่เข้มข้นพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิด "สงครามแย่งชิงทรัพยากร" ระหว่างทุนเทคโนโลยีกับประชาชนแล้วหรือยัง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์