เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่โลกขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนสมมติฐานที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างมั่นคง ยืดหยุ่น และหาอะไรมาทดแทนได้เสมอ แม้เราจะรู้ลึกๆ ว่ามันไม่จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสมมติฐานที่ ‘สะดวก’ ดีในการเร่งการเติบโต ผลักภาระต้นทุนแฝงออกไปนอกบัญชี และละเลยความเสี่ยงที่ระบุไม่ได้ในงบการเงิน
แต่ในวันนี้ รายงาน Global Risks Report จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) สะท้อนชัดเจนว่า ตรรกะเดิมๆ กำลังชนเพดาน ความเสี่ยงด้านการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การขาดแคลนน้ำ และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ได้กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินและระบบซัพพลายเชนทั่วโลกไปแล้ว
คำถามสำคัญไม่ใช่การสร้างความตระหนักรู้ แต่คือ "เราจะเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจอย่างไรให้หันมาเคารพขีดจำกัดของโลก (Planetary Boundaries) ในทุกๆ การตัดสินใจ?
เปลี่ยนโครงสร้างทุนนิยม เมื่อธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ฟรีอีกต่อไป
ความจริงที่เจ็บปวดคือ ระบบการเงินในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อรีดเค้นผลประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่เรามองเห็นและวัดค่าได้เท่านั้น ส่วนสิ่งที่เราพึ่งพิงอย่างระบบนิเวศกลับถูกมองข้าม แต่ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจเริ่มตระหนักแล้วว่า การสร้างมูลค่าในระยะยาวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากฐานรากของธรรมชาติที่มั่นคง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระดับโลกคือ ซัพพลายเชนของสินค้าเกษตร เช่น น้ำมันปาล์ม หรือโกโก้ ที่ปัจจุบันไม่ได้ถูกมองแค่เรื่อง "ต้นทุน" อีกต่อไป แต่โยงใยไปถึงความสมบูรณ์ของดิน แหล่งน้ำ และความเป็นอยู่ของชุมชน จนนำไปสู่การเกิดพันธมิตรร่วมทุนระหว่างองค์กรใหญ่และเกษตรกรรายย่อยเพื่อร่วมกันแบกรับความเสี่ยง
นอกจากนี้ มุมมองต่อธรรมชาติกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เรายอมควักเงินมหาศาลเพื่อบำรุงรักษา "โครงสร้างพื้นฐาน" อย่างถนนหรือเสาไฟฟ้า วันนี้ป่าไม้ที่ช่วยคุมสภาพอากาศ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่ช่วยบำบัดน้ำเสีย กำลังถูกนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สถาบันการเงินต้องนำมาคำนวณความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
GAEA และพลังของ 'เงินทุนหนุนความเปลี่ยนแปลง'
ความท้าทายในปัจจุบันคือ เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงวิ่งตามผลตอบแทนระยะสั้น การลงทุนในระบบนิเวศที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษจึงแข่งขันได้ยาก นี่จึงเป็นเหตุผลให้เกิดแพลตฟอร์มอย่าง GAEA (Global Accelerator for Earth Action) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง โดยการระดมทุนเชิงกลยุทธ์ (Catalytic Capital) จากพันธมิตรกว่า 50 ราย รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) เพื่อกระจายความเสี่ยง ปลดล็อกข้อจำกัดทางการตลาด และหนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
"ในโลกยุคใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เส้นขนานที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ต้องเดินไปด้วยกัน ผู้นำธุรกิจที่กล้าขยับตัวก่อนและพิสูจน์ได้ว่าโมเดลรักษ์โลกสามารถทำเงินได้จริง คือผู้ที่จะกุมความได้เปรียบในการแข่งขันยุคหน้า"
เหลียวมอง ‘ประเทศไทย’ ความเสี่ยงรอบทิศและทางออกในภาคปฏิบัติ
เมื่อหันกลับมามองสถานเคราะห์ในประเทศไทย โจทย์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤติที่มาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ข้อมูลจากหลายภาคส่วนสะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งในแง่กายภาพและกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ดังนี้
- วิกฤติภัยแล้งลามสู่ภาคอุตสาหกรรม: จากรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน (เช่น เอลนีโญและลานีญา) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักมักลดลงจนน่ากังวล ความเสี่ยงด้าน "การขาดแคลนน้ำ" (Water Scarcity) จึงกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจระดับสูงที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมแผนสำรอง
- มาตรการกีดกันทางการค้าในห่วงโซ่อุปทาน: กระทรวงพาณิชย์ ได้แจ้งเตือนผู้ส่งออกไทยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้แปรรูป หากธุรกิจไทยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการผลิตไม่ทำลายพื้นที่ป่า ก็จะไม่สามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้เลย
- ความตื่นตัวของภาคการเงินไทย: ปัจจุบัน สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันผลักดัน มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) เพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นแนวทางในการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ซึ่งหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวสู่โมเดลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเผชิญกับ "ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น" หรืออาจจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เลย
จาก 'ทางเลือก' สู่ 'มาตรฐานใหม่'
สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจจะไม่ได้วัดกันที่โครงการต้นแบบเก๋ๆ เพียงไม่กี่โครงการ แต่วัดกันที่ความสามารถในการเปลี่ยน "วิธีคิดรากเหง้า" ของเรา ว่าเราจะยอมรับให้ธรรมชาติเป็นเงื่อนไขสำคัญในตรรกะทางธุรกิจได้หรือไม่
เครื่องมือ ข้อมูล และเม็ดเงินลงทุนเริ่มมีพร้อมแล้วในปัจจุบัน สิ่งที่เป็นคอขวดจึงไม่ใช่ "ความรู้" แต่เป็น "ความกล้าที่จะลงมือทำ" ของผู้นำองค์กรต่างๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านให้สิ่งแวดล้อมและความอยู่รอดของโลก กลายมาเป็นเนื้อเดียวกันกับความมั่งคั่งทางธุรกิจอย่างแท้จริง
ที่มา : World Economic Forum


