เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ ยอดเงินของ “การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later)” หรือ BNPL ซึ่งเป็นการซื้อสินค้าด้วยการผ่อนระยะสั้นๆ เช่น 2-10 เดือน มีจำนวนสูงถึง 1.79 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโตของจำนวนบัญชีผู้ใช้งานถึง 99.9 % ต่อปี โดยมีผู้ใช้งานเกือบ 5 ล้านบัญชี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือกลุ่มคนทำงานจบใหม่ เช่น First Jobbers และเตรียมดำเนินการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีสำนักวิจัยแห่งหนึ่งคาดการณ์ว่า BNPL ในประเทศไทยอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.27 แสนล้านบาทภายในปี 2030
แนวโน้มข้างต้นอาจจะไม่น่าแปลกใจหากพิจารณาว่า ปัจจุบันคนไทยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อโปร “เลขเบิ้ล” เช่น 5 เดือน 5 หรือ 6 เดือน 6 ที่เราต่างตั้งตารอเพื่อซื้อสินค้าราคาพิเศษกันทุกเดือน ซึ่งเมื่อมีการ “ซื้อ” ย่อมหมายถึงมีการ “จ่าย” แต่หากกำลังทรัพย์ไม่พอที่จะจ่าย แน่นอนว่าระบบ “ผ่อน” ก็เอื้ออำนวยให้เรายังซื้อได้ ระบบผ่อนนั้นมีมานานแล้ว ถ้าอายุมากพอน่าจะเคยได้ยินเพลง “ราชาเงินผ่อน” ของวงคาราบาวที่เป็นเพลงฮิตติดหูมากๆ อยู่ช่วงหนึ่ง และระบบผ่อนแบบ BNPL ก็เป็นหนึ่งในกลไกหลักในสินค้าออนไลน์ด้วย
นอกจากนี้ รายงานของ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” จัดทำโดย IDC บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด และ 2c2p แพลตฟอร์มการชำระเงินชี้ว่าภูมิภาคอาเซียนจะกลายเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่โตเร็วอันดับที่ 2 ของโลกรองจากอินเดีย ซึ่งจะเติบโตจากระดับ 1.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สู่ 2.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (9.45 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2029
ทว่าแนวโน้มดังกล่าวกำลังเร่งตัวขึ้น ในขณะที่ปัญหาโครงสร้างด้านหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงสูงลอยที่ประมาณ 86.7 % ต่อ GDP เมื่อผนวกกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว ด้วย GDP ที่คาดว่าจะขยายตัวค่อนข้างต่ำในกรอบ 1.2 - 1.6 % ตีความภาษาง่ายๆ ได้ว่า รายได้โตต่ำขณะที่หนี้ยังสูง ผู้บริโภคหลายคนที่การเงินอยู่ในช่วง “ตึงมือ” หันไปพึ่งพาโมเดล BNPL เพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งนอกจากจะเป็นทางเลือกในการผ่อนชำระ BNPL กำลังเป็นเครื่องสะท้อนถึง “การเข้าถึงเครดิต” ของผู้บริโภคอีกด้วย
ในอดีต การขอสินเชื่อเป็นกระบวนการที่ผู้บริโภคต้องเดินเข้าหาธนาคาร ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณาเอกสาร การประเมินรายได้ และการตรวจสอบเครดิตอย่างเป็นระบบ แต่ในปัจจุบันระบบเครดิตที่ว่ากลับถูก “ฝัง” อยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างแนบเนียน ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงวัยนักศึกษาหรือวัยเริ่มทำงานสามารถเข้าถึงวงเงินได้ในเวลาไม่กี่นาทีและอาจเรียกได้ว่าโมเดลนี้ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสินเชื่อแบบ “ไม่รู้ตัว” แสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านจากระบบ “ธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม” (Traditional Banking) ไปสู่ยุคแห่งระบบการเงินแบบไร้รอยต่อ (Embedded Finance) หรือบริการทางการเงินที่ถูกผนวกเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศด้านดิจิทัลต่างๆ คำถามที่ตามมาคือเมื่อเครดิตกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็วเช่นนี้ ผู้บริโภคจะสามารถรักษาวินัยทางการเงินได้ดีแบบตลอดรอดฝั่งหรือไม่
หากพิจารณาในแง่ตัวผลิตภัณฑ์ BNPL อยู่กึ่งกลางระหว่าง “บริการชำระเงิน” และการให้ “สินเชื่อสำหรับรายย่อย” ทำให้กรอบการกำกับดูแลยังมีความคาบเกี่ยวกัน อย่างไรก็ตาม ธปท. เตรียมดำเนินการกำกับดูแลแบบเชิงรุกให้ได้ภายในปีนี้ โดยครอบคลุมอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ ประเภทสินค้า และเพดานดอกเบี้ย ซึ่งทำให้อุ่นใจได้ว่ายอด BNPL จะไม่พุ่งสูงจนเป็นภาระเพิ่มเติมต่อระดับหนี้ครัวเรือน ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มที่ให้บริการ BNPL ควรเร่งยกระดับการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) แก่ลูกค้าผ่านการใช้เครื่องมือดิจิทัล อาทิ ระบบแจ้งเตือนหนี้สะสม หรือการแสดงระดับสุขภาพทางการเงินภายในแอปพลิเคชัน (Financial Health Score) เป็นต้น
ในมุมของผู้บริโภค แม้ BNPL จะช่วยเพิ่มความสะดวกและเสริมสภาพคล่องระยะสั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็น “หนี้” รูปแบบหนึ่ง โดยผู้ใช้งานควรคำนึงถึงความจำเป็นและตั้งงบประมาณการใช้ BNPL ในแต่ละเดือน หลีกเลี่ยงการผ่อนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เพราะ BNPL ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ “เสริม” ในการบริหารกระแสเงินสด มากกว่าเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของ BNPL ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การใช้งานจนเกินพอดี อย่างที่มีคนพูดทีเล่นทีจริงกันว่า อย่าให้ BNPL ต้องกลายเป็น “Be-NPL” หรือหนี้เสียเลยครับ


