วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2569

Login
Login

'กับดักหนี้สีเขียว' เมื่อภารกิจโลกสะอาดอาจพังเพราะ 'เงินดอลลาร์?'

เมื่อโครงการพลังงานสะอาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยและอียิปต์ ต้องพึ่งพาเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศ แต่เก็บรายได้เป็นเงินท้องถิ่น จนกลายเป็นความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่พร้อมฉุดรั้งเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมเปิดโมเดลกระจายความเสี่ยง 3 ชั้น (CRSF) นวัตกรรมที่จะช่วยปลดล็อกทุนทั่วโลกขับเคลื่อนเป้าหมายสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน 

การเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero กำลังเผชิญกับ "กำแพงเชิงโครงสร้าง" ครั้งใหญ่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เมื่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่สวยหรู กำลังถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของ "หนี้สินสกุลเงินต่างประเทศ"

ความย้อนแย้งหลักของโครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว

ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มโซลาร์เซลล์ ทุ่งกังหันลม หรือระบบขนส่งสะอาด คือ โครงการเหล่านี้สร้างรายได้กลับมาเป็น "เงินสกุลท้องถิ่น" แต่การระดมทุนเกือบทั้งหมดกลับยังคงถูกผูกขาดด้วย "สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือยูโร" ความไม่สอดคล้องกันนี้ส่งผลให้ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่วิกฤติหนี้สาธารณะ

เมื่อใดก็ตามที่ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลง มูลค่าหนี้ดอลลาร์จะยังคงเท่าเดิมในกระดาษ แต่จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อแปลงกลับเป็นเงินท้องถิ่น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะยานขึ้นโดยอัตโนมัติ บีบให้รัฐบาลต้องเจียดงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นมากขึ้น จนไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังสำหรับการพัฒนาประเทศ

ปัญหาระดับ "ล้านล้านดอลลาร์"

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (High-Level Expert Group on Climate Finance) ประเมินว่า เฉพาะประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องใช้เงินทุนสูงถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายใน พ.ศ. 2573 เพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การปรับตัว และการฟื้นฟูธรรมชาติทว่า ตลาดทุนในประเทศเหล่านี้สามารถรองรับได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนระหว่างประเทศในรูปสกุลเงินแข็ง (Hard Currency) ซึ่งจะไหลเข้ามาสร้างความเสี่ยงบนงบดุลของประเทศผู้กู้ทันที 

รายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแอฟริกา พ.ศ. 2569 ยืนยันถึงปรากฏการณ์นี้ชัดเจนว่า การออกหุ้นกู้ต่างประเทศ (Eurobonds) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่เหมาะสม ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น คือปัจจัยหลักที่เร่งความเสี่ยงหนี้เสียในภูมิภาค ซึ่งความทะเยอทะยานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นผู้สร้างกับดักนี้ แต่หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มันจะกลายเป็นตัวเร่งให้วิกฤตนี้รุนแรงยิ่งขึ้น

ปลดล็อกด้วยโมเดลกระจายความเสี่ยง 3 ชั้น (CRSF)

ที่ผ่านมา ระบบการเงินโลกพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีแบบ "ขาว-ดำ" คือการบังคับให้ทำประกันความเสี่ยงเต็มจำนวน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงลิ่วจนบดบังความคุ้มค่าของเงินกู้ผ่อนปรน โครงการนวัตกรรมการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ต่างดึงดูดเงินสกุลต่างชาติเข้ามา แต่ทิ้งความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้ประเทศผู้กู้แบกรับอยู่ดี

ข้อเสนอใหม่ที่เป็นทางออกคือ กลไกแบ่งปันความเสี่ยงสกุลเงินหลายชั้น (Currency Risk-Sharing Facility: CRSF) ซึ่งแทนที่จะผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับทั้งหมด ระบบนี้จะกระจายความผันผวนออกเป็น 3 ระดับตามความรุนแรง

  • ชั้นที่ 3 Tail-Risk Shield (ความเสี่ยงรุนแรงเป็นประวัติการณ์)  พันธมิตรนานาชาติ  MDBs ค้ำประกันผ่าน Smart Contracts (ไม่ต้องลงเงินล่วงหน้า)
  • ชั้นที่ 2 Institutional Layer (ความผันผวนระดับปานกลาง เช่น ไม่เกิน 5% ต่อปี)  รัฐบาลผู้กู้รับความเสี่ยงเอง เพื่อลดต้นทุนภาพรวมและแสดงความโปร่งใส 
  • ชั้นที่ 1 Commercial Layer (ความผันผวนปกติในชีวิตประจำวัน)  บริหารจัดการผ่านเครื่องมือตลาดการเงินทั่วไป (Swaps / Forwards) 

การทำงานประสานกันในลักษณะนี้ทำให้ CRSF เป็นสถาปัตยกรรมทางการเงินที่ "ถูกกว่าการซื้อประกันเต็มรูปแบบ และปลอดภัยกว่าการปล่อยให้เผชิญความเสี่ยงตามยศกรรม" พร้อมดึงดูดเม็ดเงินระยะยาวจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์สีเขียว

นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริงแล้วในเวทีโลก 

โครงสร้างแบบ CRSF ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น

  1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในเวียดนาม (พ.ศ. 2567): สนับสนุนโดยธนาคารโลกและกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) ที่ใช้กรอบการค้ำประกันสินเชื่อบางส่วน (Partial Credit Guarantee) และมีคู่มือปฏิบัติการที่ชัดเจนในการควบคุมหนี้ผูกพันของรัฐ
  2. บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC): มีกลไก Risk Sharing Facility (Global) ที่จะเข้าชดเชยความเสียหายให้สถาบันการเงินก็ต่อเมื่อความสูญเสียนั้นเกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นต้นแบบโดยตรงของเกราะป้องกันความเสี่ยงขั้นรุนแรง

อียิปต์ แพลตฟอร์มนำร่องสู่บลูพริ้นท์ระดับโลก

ประเทศอียิปต์คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกลุ่มประเทศที่ติด "กับดักหนี้สีเขียว" โครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากถูกจำกัดด้วยภาระผูกพันที่เป็นเงินตราต่างประเทศ แต่อียิปต์มีความพร้อมที่จะเป็นผู้บุกเบิก โดยผ่านโปรแกรม NWFE (Nexus of Water, Food and Energy) ที่ระดมทุนไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป้าหมายพลังงานสะอาด 10 กิกะวัตต์ภายใน พ.ศ. 2571

ประกอบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ 53,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล  เดือน พ.ค.  2569) ทำให้อียิปต์มีความพร้อมสูงสุดในการเป็นพื้นที่นำร่องของระบบ CRSF ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนทางการเงิน ลดเบี้ยความเสี่ยงของประเทศ และเป็นแรงดึงดูดให้สถาบันการเงินในท้องถิ่นรวมถึงนักลงทุนต่างชาติกล้าเข้ามาปล่อยกู้ด้วยสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น

ส่องสถานการณ์ในประเทศไทย สัญญาณเตือนและทางรอด

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้โครงสร้างหนี้สาธารณะของไทย  ต้น พ.ศ. 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 66.09% ของ GDP (ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย) และหนี้ส่วนใหญ่กว่า 99 % จะเป็นหนี้ในประเทศ แต่ในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่ต้องขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว กลับเริ่มเผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน

มุมมองความเสี่ยงในไทย

ข้อมูลจากรายงานประเมินและหนังสือชี้ชวนของบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจไทย (เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และบริษัทพลังงานหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์) ประจำ พ.ศ. 2569 ระบุตรงกันว่า "ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน" เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน (CAPEX) และการชำระหนี้ เนื่องจากประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลมจากต่างประเทศ

แม้สำนักงานคณะกรรม การกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยจะพยายามส่งเสริมการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) รวมถึงการเปิดเฮียริ่งหลักเกณฑ์รองรับ Transition Bond และ Thailand Amber Bond (ตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy พ.ศ. 2569) เพื่อเปิดช่องให้ระดมทุนในประเทศได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการเม็ดเงินระดับแสนล้าน การพึ่งพาแหล่งทุนต่างประเทศ (เช่น JICA, World Bank, ADB) ก็ยังคงมีความจำเป็น

หากประเทศไทยสามารถนำแนวคิด CRSF มาปรับใช้ โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ในการสร้าง "เกราะป้องกันความเสี่ยงขั้นรุนแรง" (Tail-risk shield) ให้กับผู้ประกอบการไทย มันจะไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ แต่ยังป้องกันไม่ให้ภาระหนี้สินสกุลเงินต่างประเทศไหลกลับมาส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนและเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต 

การแก้กับดักหนี้สีเขียวคือหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero หากธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ร่วมกันปฏิรูปโครงสร้างความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เม็ดเงินล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่โลกต้องการเพื่อหยุดยั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ก็จะยังคงถูกล็อกไว้ในธนาคารของประเทศร่ำรวย โดยไม่มีวันส่งไปถึงกลุ่มประเทศที่ต้องการมันมากที่สุดอย่างแท้จริง

ที่มา : World Economic Forum