วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปลี่ยน ‘น้ำมันพืชใช้แล้ว’ เป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน ความหวังใหม่ธุรกิจการบินยั่งยืน

สงครามอิหร่าน” ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ “อุตสาหกรรมการบิน” ทำให้ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม วิกฤตินี้ทำให้สายการบินหลายแห่งต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันทางการเงิน และทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในยุโรปลดลงอย่างรวดเร็วจนน่ากังวล

สถานการณ์เหล่านี้ เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการค้นหาเชื้อเพลิงทางเลือก โดยเฉพาะ “เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน” หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียน หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว” ทั้งจากน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เพราะโมเลกุลของไขมันกักเก็บพลังงานได้มาก และสามารถจัดเรียงใหม่เป็นดีเซลและน้ำมันก๊าดที่มีความบริสุทธิ์สูงพอ สำหรับขับเคลื่อนเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่าง Boeing 777 ได้

การใช้ SAF ไม่เพียงแต่เป็นทางออกด้านพลังงาน แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการลดมลภาวะ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิลทั่วไป ขณะเดียวกันการเปลี่ยนไขมันเป็นเชื้อเพลิงช่วยลดปริมาณไขมันในหลุมฝังกลบและปิโตรเลียมในดิน

อีกทั้งการผลิต SAF จากน้ำมันใช้แล้วเป็นการนำคาร์บอนที่หมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศมาใช้ใหม่ แทนที่จะขุดเอาคาร์บอนจากใต้ดินขึ้นมาปล่อยเพิ่ม และเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก จนประสิทธิภาพการบินแทบไม่มีความแตกต่างกับเชื้อเพลิงทั่วไป

กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงเครื่องบินจากน้ำมันที่ใช้แล้ว เริ่มจากการรวบรวมน้ำมันจากครัวเรือนและร้านอาหาร นำไปผ่านการกรองและแยกสิ่งสกปรกออก ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการกลั่นเพื่อสร้างโครงสร้างโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนที่เหมาะสมสำหรับการบินในสภาพอากาศหนาวจัด

ลอเรน ไรลี่ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนของ United Airlines กล่าวว่า ในขณะที่น้ำมันเครื่องบินแบบเดิมมีราคาสูงขึ้น SAF ก็เริ่มเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลมากขึ้น 

 

โครงการนำร่องนานาชาติ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซียแอร์ไลน์ เปิดเที่ยวบินพาณิชย์สีเขียวเป็นครั้งแรก ในเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ โดยใช้เครื่องบิน Boeing 737-800 ที่ผสมเชื้อเพลิง SAF ประมาณ 38% ซึ่งผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารและเศษซากวัตถุดิบเหลือใช้ ซึ่ง

โครงการนี้ เป็นความมุ่งมั่นของสายการบินในการก้าวสู่การใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่า อีกทั้งสายการบินยังมีการจูงใจผู้โดยสารด้วยส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินสำหรับการจองเที่ยวบินที่ใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

ขณะที่ในญี่ปุ่น รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันโครงการที่ชื่อว่า “Fry to Flyรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารจากครัวเรือนมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง ญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายจัดหาเชื้อเพลิง SAF ให้ได้ 10% ของความต้องการทั้งหมดภายในปี 2030 ท่ามกลางภาวะขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางการโตเกียวออกมายอมรับว่าความเป็นจริงนั้นรุนแรงกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่รวบรวมได้จากครัวเรือนยังห่างไกลจากเป้าหมายมาก แต่ทุกฝ่ายยังคงสนับสนุนโครงนี้ โดยยาสูชิ ซาโต้ เจ้าหน้าที่กรุงโตเกียวระบุว่า “ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ เราจะไม่มีทางทำตามเป้าหมายปี 2030 ได้ทัน”

เช่นเดียวกับ มากิ วาตานาเบะ แม่บ้านชาวโตเกียวซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริจาครายสำคัญกล่าวว่า “เครื่องบินลำหนึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาล ดังนั้นฉันหวังว่าเราจะช่วยกันรวบรวมได้มากขึ้น” 

ขณะที่ สิงคโปร์ทำข้อตกลงกับนิวซีแลนด์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ “เส้นทางสีเขียว” และกำหนดให้สายการบินในกลุ่ม Singapore Airlines เริ่มใช้เชื้อเพลิงผสม SAF ในเที่ยวบินนำร่องเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แม้ว่าสิงคโปร์จะยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้ SAF ที่ 1% ก็ตาม

ด้านสหรัฐก็เกิดความเคลื่อนไหวไม่ต่างกัน สายการบินหลักในสหรัฐ เช่น United Airlines, Delta และ American Airlines ได้เริ่มนำ SAF มาใช้งานจริงในเที่ยวบินพาณิชย์ โดยมีกระบวนการรวบรวมน้ำมันใช้แล้วและไขมันสัตว์จากร้านอาหารนับหมื่นแห่งทั่วประเทศผ่านบริษัทอย่าง Mahoney Environmental เพื่อป้อนเข้าสู่โรงกลั่น 

ส่วนสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรออกกฎระเบียบที่เข้มงวด บังคับให้สายการบินต้องผสม SAF ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามข้อกำหนด ReFuelEU ทำให้โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่อย่าง Neste ในเมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการรับวัตถุดิบน้ำมันใช้แล้วจากทั่วโลกมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ลดการปล่อยมลพิษได้สูงสุดถึง 80%

 

ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

แม้ทั่วโลกจะพยายามหันมาใช้เชื้อเพลิงที่ปลอดภัย แต่ความท้าทายหลักยังคงอยู่ที่ปริมาณวัตถุดิบซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด โดยประมาณการว่าน้ำมันพืชใช้แล้วทั่วโลกมีอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านตัน ซึ่งยังเป็นปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณจำเป็นที่ต้องใช้ภายในปี 2050

“โลกของเรามีน้ำมันเหลือทิ้งอยู่จำนวนจำกัด และคุณไม่สามารถรีดออกมาได้มากกว่านี้แล้ว เพราะผู้คนจะไม่ทอดอาหารหรือแปรรูปปศุสัตว์มากขึ้นเพื่อนำไขมันเหลือทิ้งมาทำเชื้อเพลิง” นิกิตา พาฟเลนโก หัวหน้าทีมการบินและเชื้อเพลิงของสภาการขนส่งสะอาดระหว่างประเทศกล่าว 

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ต้นทุนของ SAF ยังคงสูงกว่าน้ำมันเครื่องบินปรกติถึง 2-5 เท่า การขาดแคลนวัตถุดิบและไม่มีการอุดหนุนจากรัฐบาลที่เพียงพอคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายังไม่ลดลง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สายการบินส่วนใหญ่ยังขาดงบประมาณในการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนเหล่านี้ด้วยตนเอง

นอกจากปัญหาด้านต้นทุนแล้ว ยังพบประเด็นเรื่องการทุจริตและการปลอมแปลงน้ำมันใช้แล้ว เนื่องจากราคาของน้ำมันใช้แล้วบางพื้นที่สูงกว่าน้ำมันใหม่ ทำให้มีการนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาผสมเพื่อหลอกขายว่าเป็นน้ำมันใช้แล้ว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิมจากการตัดไม้ทำลายป่า

ความยั่งยืนที่แท้จริงจึงต้องมองไปไกลกว่าแค่น้ำมันใช้แล้ว โดยมีการเสนอให้ใช้กากเกษตรกรรมหรือแม้แต่การดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ยังต้องการเวลาและการลงทุนที่มหาศาล เพื่อให้สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์และในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ

มาเฮช รอย ผู้อำนวยการด้าน SAF ของ Green Finance Institute ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนมุมมองเรื่อง SAF จากเพียงแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่เรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน เขากล่าวว่าการมีแหล่งพลังงานภายในประเทศจะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงนำเข้าได้

ในอนาคตอันใกล้ การบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในยุโรปและสหรัฐจะกลายเป็นตัวเร่งให้สายการบินต้องปรับตัว คาดว่าต้นทุนการปฏิบัติตามนโยบายลดคาร์บอนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นในระยะสั้นเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงสะอาด โดยผู้เชี่ยวชาญจคาดว่าต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปีกว่าที่โครงการต่าง ๆ จะเริ่มส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ 


ที่มา: Channel News AsiaIndependentSouth China Morning PostThe Japan TimesThe Washington PostWired