วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ควันไฟป่า’ อันตรายที่มองไม่เห็น ใน ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ทำลายสุขภาพนักเตะ-ผู้ชม

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026” (World Cup 2026) เปิดฉากขึ้นแล้วในอเมริกาเหนือ โดยสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโกร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางอากาศร้อนจัด แต่อีกปัญหาที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ ปัญหาหมอกควันจาก “ไฟป่า” ที่เกิดขึ้นในทุกหน้าร้อนของทวีปนี้ และนักวิจารณ์ต่างแสดงความกังวลว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ยังไม่มีแผนการรับมือกับคุณภาพอากาศที่เลวร้ายที่ดีพอ ทั้งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานการเกิดไฟป่าเกือบ 12 จุดในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย จนมหานครลอสแอนเจลิสต้องประกาศเตือนภัยด้านคุณภาพอากาศ โดยที่สนามโซไฟ สเตเดียม หนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน สภาพการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลอสแอนเจลิสมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันถึง 8 นัด ซึ่งจะดึงดูดแฟนบอลและนักเตะจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่ที่อาจถูกปกคลุมด้วยควันพิษ

อันตรายจากควันไฟป่านั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองเดียว เพราะควันสามารถพัดพาไปไกลได้หลายพันกิโลเมตร ดังที่เคยเกิดขึ้นกับควันไฟป่าจากแคนาดาที่กระจายไปทั่วทวีป ควันเหล่านี้ประกอบด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า “PM2.5” ซึ่งสามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ปอดและระบบเลือดได้ การสูดดมควันไฟป่าอาจทำให้เกิดอาการไอ ปวดหัว และระคายเคืองคอ โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มที่บอบบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

นิโคลัส วาตานาเบะ ศาสตราจารย์ด้านการจัดการกีฬาและความบันเทิงจากมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา วิจารณ์สถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นเรื่องน่าขันที่งานกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกกลับไม่มีมาตรการอะไรเลย ทั้งที่หากเกิดไฟป่ารุนแรงเพียงครั้งเดียวก็สร้างปัญหาได้แล้ว”

เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรกีฬาอื่น ลีกฟุตบอลหญิงอาชีพสหรัฐ (NWSL) มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าจะเพิ่มช่วงพักดื่มน้ำเมื่อดัชนีคุณภาพอากาศแตะระดับ 101 และพิจารณาเลื่อนการแข่งขันที่ระดับ 180 ขณะที่ลีกอเมริกันฟุตบอล (NFL) และสมาคมกีฬาระดับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ (NCAA) ก็มีเกณฑ์ในการย้ายสถานที่หรือยกเลิกการแข่งขันเมื่อคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับที่เป็นอันตราย แต่ฟีฟ่า กลับไม่มีเกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศที่เปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อใช้ตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการแข่งขัน

ในแถลงการณ์ของฟีฟ่า ระบุเพียงว่ามีการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศร่วมกับเมืองเจ้าภาพและหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรับมือความร้อนที่รุนแรง เช่น การพักดื่มน้ำ แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่ชัดเจน นอกจากนี้ แฟนบอลยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำขวดน้ำแบบเติมได้เข้าสนาม แม้ว่าฟีฟ่าจะเน้นย้ำเรื่องการรักษาสมดุลน้ำในร่างกายสำหรับผู้เล่นก็ตาม

โดมินิก คูลาคอฟสกี นักภูมิศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องไฟป่าจากมหาวิทยาลัยคลาร์ก ให้ความเห็นว่า ระยะเวลาในการเตือนภัยก่อนเกิดเหตุหมอกควันอาจสั้นมากเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาเน้นย้ำว่า ฟีฟ่าควรคิดล่วงหน้าและกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าจะทำการแข่งขันต่อไปหรือไม่ เพราะในปัจจุบันไม่มีสถานที่ใดในอเมริกาเหนือที่ปลอดภัยจากผลกระทบเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์

ทางด้าน จอห์น ควินดรี ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยมอนทานา เสนอว่าผู้จัดงานควรจัดการกับหมอกควันในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์สภาพอากาศอันตรายอื่น ๆ และควรมีแผนการตัดสินใจและอัลกอริทึมที่กำหนดไว้ในกระบวนการจัดการแข่งขัน เหมือนกับที่ผู้คนยอมรับการยุติเกมเมื่อเกิดฟ้าผ่า ทั้งนี้เขาเข้าใจดีว่ามีเรื่องของเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลื่อนหรือย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน

คุณภาพอากาศที่แย่ลง ไม่ได้เกิดจากไฟป่าเท่านั้น แต่ยังมาจากการเดินทางของแฟนบอลอีกด้วย หลี่ อวิ๋นเหยา ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการแบบจำลองและความฉลาดทางบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งอาร์ลิงตัน ระบุว่าการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยว เที่ยวบิน และการจราจรที่หนาแน่นรอบสนามแข่ง เช่น ในพื้นที่ดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

ทีมวิจัยของเธอจะติดตั้งเซนเซอร์ใกล้สนามเอทีแอนด์ทีและสนามบิน เพื่อติดตามผลกระทบในเวลาจริง โดยมุ่งหวังจะหาแนวทางที่ช่วยให้ทั้งการพัฒนาเมืองและอากาศบริสุทธิ์ดำเนินไปพร้อมกันได้ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่า การจราจรเป็นแหล่งมลพิษทางอากาศที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ดังกล่าว และผลการศึกษาจะช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ในการลดการปล่อยมลพิษได้ตรงจุดมากขึ้น

ความท้าทายในปี 2026 นี้ดูจะรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นฤดูไฟป่าที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจทำลายสถิติ นอกจากนี้ ฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังถูกบันทึกว่าเป็นการแข่งขันที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา จากการเพิ่มทีมการแข่งขันเป็น 48 ทีม และระยะการเดินทางระหว่างเมืองเจ้าภาพยังไกลกันมาก


ที่มา: Football 365GristThe Cool DownThe Cooldown