"งบกำไรขาดทุน" ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เพียงพออีกต่อไป โลกการเงินและสิ่งแวดล้อมในปี 2569 กำลังก้าวสู่ยุค "งบดุลคาร์บอน" ที่หันมาคิดคำนวณมูลค่าการกักเก็บคาร์บอนของผืนดินตามธรรมชาติ บีบให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องรื้อกลยุทธ์การจัดซื้อและประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่หมดจด ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือน ภาคเกษตรและส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัว รับมือเกณฑ์คาร์บอนสุดเข้มงวดนี้
พลิกโฉมบัญชีคาร์บอน จาก "ปล่อยเท่าไหร่" สู่ "ดินควรเก็บคาร์บอนได้เท่าไหร่"
ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามทศวรรษ หลังจากที่มาตรฐานโปรโตคอลก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Protocol: GHGP) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่บริษัทในดัชนี S&P 500 กว่า 90% เลือกใช้ ได้ประกาศใช้เกณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อ ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา
จากเดิมที่เคยตั้งคำถามเพียงว่า “ปีนี้บริษัทปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่?” (เน้นการวัดปริมาณหมุนเวียน หรือ Fluxes)
ปัจจุบันได้เพิ่มคำถามข้อที่สองที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “ที่ดินของบริษัท ควรจะกักเก็บคาร์บอนได้มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับศักยภาพของระบบนิเวศดั้งเดิม?”
การเปลี่ยนแปลงนี้เปรียบเสมือนการนำระบบ "งบดุล" (Balance Sheet) มาใช้ควบคู่กับ "งบกำไรขาดทุน" เพื่อติดตามปริมาณคาร์บอนที่สะสมและจัดเก็บอยู่ในผืนดินอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจ นโยบายรัฐ และนักลงทุน ต้องหันมาคำนวณ "ต้นทุนค่าเสียโอกาสทางคาร์บอน" (Carbon Opportunity Cost) ของห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทเรียนราคาแพงจากอดีต
การละเลยไม่คำนวณมูลค่าคาร์บอนในผืนดินเคยสร้างความเสียหายมาแล้ว เช่น นโยบาย "พลังงานชีวภาพคาร์บอนต่ำ" (Biofuels) เมื่อสองทศวรรษก่อน ที่แม้จะดูดีในแง่การลดการใช้น้ำมัน แต่กลับเป็นชนวนเหตุให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าดิบชื้นทั่วโลกไปมากกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ เพื่อนำที่ดินมาปลูกพืชพลังงาน
เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ปี 2569 บังคับรายงานการใช้ที่ดิน
ภายใต้มาตรฐาน GHGP Land Sector and Removals Standard ประจำปี 2569 กำหนดให้
- ทุกบริษัท ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน (Land-use-change emissions)
- บริษัทที่เป็นเจ้าของ ควบคุม หรือจัดหาวัตถุดิบจากที่ดิน ต้องรายงานข้อมูลการถือครองที่ดินทั้งหมด (Land occupation) เพื่อคำนวณหาต้นทุนค่าเสียโอกาสทางคาร์บอน
การคำนวณรูปแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในอดีต ตัวอย่างเช่น ที่ดินเกษตรกรรมในอเมริกาเหนือและยุโรปส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนสภาพจากป่ามาเป็นทุ่งนาเมื่อหลายร้อยปีก่อน หากวัดด้วยเกณฑ์เก่า (วัดเฉพาะการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน) ผลิตภัณฑ์จากพื้นที่เหล่านี้จะดูเหมือนมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำมาก แต่เกณฑ์ใหม่จะสะท้อนภาพจริงว่า การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในที่ดินเดิมและปล่อยให้พื้นที่ส่วนเกินกลับคืนเป็นป่าธรรมชาตินั้น ให้ผลลัพธ์ในการช่วยโลกที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผลกระทบต่อประเทศไทย ภาคเกษตรและส่งออกต้องขยับตัวอย่างไร
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เกณฑ์การบัญชีคาร์บอนรูปแบบใหม่นี้ถือเป็นทั้ง "ความท้าทาย" และ "โอกาส" ครั้งสำคัญ
1. ปาล์มน้ำมันไทย กับโจทย์พื้นที่เพาะปลูก
จากข้อมูลการวิเคราะห์อุตสาหกรรมไขมันและน้ำมัน พบข้อจำกัดที่น่าสนใจว่า แม้ "ปาล์มน้ำมัน" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) จะเป็นพืชที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบเป็นแคลอรี แต่เนื่องจากปาล์มมักเติบโตในเขตชีวนิเวศ (Biome) ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติมหาศาล
เมื่อคำนวณตามเกณฑ์ Carbon Opportunity Cost แล้ว พืชอย่าง "คานโอล่า" ของแคนาดา แม้จะให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่า แต่อาจมีต้นทุนค่าเสียโอกาสทางคาร์บอนที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมัน ซึ่งนี่เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่ โดยไม่ขยายรุกรานพื้นที่ป่าเด็ดขาด
2. ส่องความพร้อมและมาตรการรองรับของไทย
หน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและมีการเคลื่อนไหวเพื่อรองรับเทรนด์การค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
ระเบียบ EUDR กับก้าวแรกของการตรวจสอบย้อนกลับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ได้ระบุถึงแนวโน้มกฎระเบียบโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบัญชีที่ดินใหม่นี้ ปัจจุบันประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและระบบแผนที่เพื่อช่วยให้ระบบซัพพลายเชนของสินค้าไทย เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้รุกรานพื้นที่ป่าดั้งเดิม
การผลักดันโครงการ T-VER ภาคป่าไม้และการเกษตร
เพื่อเพิ่ม "งบดุลคาร์บอน" หรือเพิ่มการกักเก็บในผืนดิน TGO ได้ส่งเสริมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ทั้งการปลูกป่าระยะยาว และการทำเกษตรกรรมยั่งยืน/เกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เช่น การทำนาปรังแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนและรักษาโครงสร้างดิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสทางคาร์บอนให้กับภาคส่งออกไทยในอนาคต
เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในเฟสถัดไปของโลก จะไม่เพียงแค่มอบรางวัลให้แก่บริษัทที่ "ลดการปล่อย" ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่จะมอบข้อได้เปรียบทางธุรกิจให้แก่บริษัทที่สามารถ "ฟื้นฟูศักยภาพการผลิตและการกักเก็บคาร์บอนของผืนดิน" ที่พวกเขาหยิบยืมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ที่มา : Savor


