การเปลี่ยนผ่านของมิติด้านทรัพยากรน้ำ จากเดิมที่เป็นเพียงประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ สู่การเป็นฟันเฟืองหลักด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมแนะไทยใช้จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนระดับโลก
KEY POINTS
- ธนาคารโลกชี้ว่าความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคตบริเวณพื้นที่ EEC
- ไทยเผชิญความท้าทายหลัก 3 ประการด้านน้ำ คือ น้ำท่วม (มากเกินไป) ภัยแล้ง (น้อยเกินไป) และมลพิษ (เน่าเสียเกินไป) ซึ่งต้องยกระดับการจัดการสู่มาตรฐานโลก
- ปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่คือการขาดโครงการบริหารจัดการน้ำที่มีโครงสร้างชัดเจนและน่าเชื่อถือ (Bankable Projects) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและแหล่งทุนใหม่ๆ
- ด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และสถาบันที่เข้มแข็ง ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในการลงทุนด้านน้ำที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ยุคปัจจุบัน “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานเพื่อการบริโภคหรือเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติและเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับประเทศ
น้ำแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคต
เมลินดา กู๊ด ผู้อำนวยการธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทยและประเทศเมียนมา ตัวแทนจากธนาคารโลก เน้นย้ำในเวทีเสวนา “Navigating Thailand’s Water Future”ว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ มาเป็นการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งในด้านอุตสาหกรรมเกษตร (Agro-business) และการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) ความชัดเจนและความมั่นคงในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) จำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น
3 ความท้าทาย
มากเกินไป-น้อยเกินไป-เน่าเสียเกินไป ภายใต้กรอบแนวคิด "Water Forward" ธนาคารโลกได้ระบุถึงความท้าทายหลัก 3 ประการที่ไทยและทั่วโลกต้องเผชิญ คือ ปัญหาน้ำท่วม (Too much) ภัยแล้ง (Too little) และมลพิษทางน้ำ (Too polluted) โดยเฉพาะการจัดการความเสี่ยงในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจสูงถึง 2 ใน 3 ของประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังสนับสนุนให้ไทยนำเทคโนโลยี “ชลประทานอัจฉริยะ” (Smart Irrigation) และแนวทางการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reuse) มาใช้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับความสำเร็จของสิงคโปร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม
เร่งสร้าง "โครงการที่พร้อมรับการลงทุน" (Bankable Projects) หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาหารือ คือการปรับโครงสร้างการเงินเพื่อการจัดการน้ำ โดยธนาคารโลกชี้ว่า ปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่คือการขาดการวางโครงสร้างโครงการที่เหมาะสม (Structuring) ภาคเอกชนและสถาบันการเงินในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) และต้องการความชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบและกระแสเงินทุนที่สม่ำเสมอ
ประเทศไทยมีโอกาสอย่างยิ่งในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่
ทั้งพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) เงินทุนสีฟ้า (Blue Financing) และการเงินที่เชื่อมโยงกับ ESG ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก หากไทยสามารถแพ็กเกจโครงการบริหารจัดการน้ำให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนที่กำลังมองหาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนได้
โอกาสทองของไทยสู่ผู้นำภูมิภาค ด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของเอเชีย ประกอบกับสถาบันบริหารจัดการน้ำที่เข้มแข็ง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ธนาคารโลกเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในการลงทุนด้านน้ำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Resilient Water Investment) ซึ่งการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันประเด็นเรื่องน้ำให้เป็นวาระระดับโลกต่อไป





