วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘โลกร้อน’ ทำ ‘อาหารเป็นพิษ’ เกิดง่าย แบคทีเรียกลายพันธุ์-ดื้อยาปฏิชีวนะเร็วขึ้น

‘โลกร้อน’ ทำ ‘อาหารเป็นพิษ’ เกิดง่าย แบคทีเรียกลายพันธุ์-ดื้อยาปฏิชีวนะเร็วขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลหรือพายุที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ผลการศึกษาล่าสุดระบุชัดว่ามันกำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ปัญหา “เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ” (AMR) ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเชื้อ “ซาลโมเนลลา” (Salmonella) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินอาหารทั่วโลก

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Planetary Health นักวิจัยจากหลายสถาบัน รวมถึงสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ วิเคราะห์จีโนมของเชื้อซาลโมเนลลามากกว่า 480,000 ตัวอย่างจาก 139 ประเทศ ครอบคลุมระยะเวลากว่า 80 ปี ตั้งแต่ปี 1940-2023

ผลการวิจัยพบความเชื่อมโยงที่น่อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและรูปแบบปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของยีนดื้อยาปฏิชีวนะ (ARGs) โดยการเพิ่มขึ้นของยีนดื้อยาในซาลโมเนลลาเพิ่มขึ้นทั้งหมด 38% ในช่วงเวลาที่ศึกษา ซึ่งมี 10% ที่มีผลมาจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศาตกใจว่า

กลไกสำคัญที่ทำให้โลกร้อนส่งผลต่อเชื้อดื้อยาคือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วยเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนยีนดื้อยาระหว่างเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้การติดเชื้อธรรมดาสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะที่รักษาได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากความร้อนแล้ว “สภาพอากาศสุดขั้ว” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญ  เช่น น้ำท่วมรุนแรง ยังเป็นตัวการสำคัญในการแพร่กระจายยีนดื้อยาเข้าสู่ระบบน้ำในวงกว้าง ในขณะที่ภาวะภัยแล้งจะทำให้กากยาปฏิชีวนะและแบคทีเรียดื้อยาเข้มข้นขึ้นในแหล่งน้ำ  ดังนั้นทั้งสองสภาวะล้วนส่งผลให้การส่งผ่านเชื้อดื้อยาสูงขึ้น

นักวิจัยพบว่า ผลกระทบนี้รุนแรงเป็นพิเศษในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ และแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นของยีนดื้อยาที่เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศอย่างเด่นชัดที่สุด

แม้ว่าสาเหตุหลักของการดื้อยาปฏิชีวนะ ยังคงเป็นการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมและมากเกินไป แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

องค์การอนามัยโลกจัดให้เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญที่สุด ในปัจจุบันเชื้อดื้อยาคร่าชีวิตผู้คนเกือบ 5 ล้านคนต่อปี และตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 10 ล้านคนต่อปีภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะทำให้การติดเชื้อทั่วไปที่เคยรักษาได้ง่ายกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตอีกครั้ง 

ผู้เขียนรายงานฉบับนี้กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการบูรณาการนโยบายบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับการจัดการการใช้ยาปฏิชีวนะที่เข้มงวด เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

นักวิจัยคาดการณ์ว่า เชื้อซัลโมเนลลาจะยังคงดื้อยาเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงปี 2100 หากประเทศต่าง ๆ แต่ถ้าทั่วโลกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงและเสริมสร้างการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ ระดับของเชื้อดื้อยาอาจลดลงได้ถึง 24% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด

เพื่อแก้วิกฤตินี้  เหล่านักรณรงค์ด้านสุขภาพโลกกำลังผลักดันให้เกิดกรอบการทำงานแบบ “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อเฝ้าระวังและรับมือกับเชื้อก่อโรคที่ดื้อยาได้อย่างครบวงจร

รวมถึงการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะทั้งในทางการแพทย์และภาคปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด


ที่มา: BloombergDeccan ChronicleThe Guardian