แม้อุตสาหกรรมแฟชั่นจะมีการวางแผนการผลิต แต่ผ้าส่วนเกิน เศษผ้า และวัสดุที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน ยังคงเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการผลิต ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่วงการแฟชั่นทั่วโลกกำลังเผชิญ ขณะที่โครงการ "RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026" พยายามนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการออกแบบของนักศึกษารุ่นใหม่
ขยะสิ่งทอ ปัญหาระดับโลก
“ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา” รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และหัวหน้าโครงการ ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และในกระบวนการผลิตมักเกิดวัสดุเหลือใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้าจากการตัดเย็บ ผ้าสต๊อก หรือวัสดุที่ไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ
“วัสดุเหล่านี้จำนวนมากยังมีคุณภาพดี แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปใช้ต่ออย่างเต็มศักยภาพ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น”
นักออกแบบยุคใหม่
บทบาทของนักออกแบบแฟชั่นในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เน้นเพียงการสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงาม สู่การเป็นผู้ที่ต้องเข้าใจทั้งผู้คน สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้ว นักออกแบบยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนหลากหลายสาขา รวมถึงความรู้เกี่ยวกับวัสดุ กระบวนการผลิต และความยั่งยืน
“ดีไซน์ที่ดีในวันนี้ไม่ได้วัดแค่ความสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งาน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการให้นักศึกษาได้ทำงานกับวัสดุจริงจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแตกต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียนทั่วไป นักศึกษาต้องเรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์วัสดุ การวางแผนการผลิต การบริหารเวลา การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการสื่อสารแนวคิดของผลงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
นักศึกษาหลายคนเริ่มมองข้อจำกัดเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อวัสดุมีจำนวนจำกัด พวกเขาจำเป็นต้องคิด ทดลอง และหาวิธีสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสิ่งที่ผู้อื่นอาจมองว่าเป็นของเหลือใช้
เปิดโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์
"ผศ.ดร.ณัฐสุภา" ระบุว่า แม้เป้าหมายหลักของโครงการจะเน้นการเรียนรู้ แต่ผลงานบางชิ้นก็มีศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต หลายผลงานมีจุดเด่นทั้งด้านการออกแบบ ความร่วมสมัย และเรื่องราวเบื้องหลัง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและที่มาของสินค้า
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และเข้าใจกลไกของอุตสาหกรรมแฟชั่นมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การทำงานหรือการพัฒนาแบรนด์ในอนาคตได้”
แนวคิดด้านความยั่งยืนถูกบูรณาการอยู่ในรายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในอนาคต
ร่วมมือภาคการศึกษา-ธุรกิจ
“ผศ.ดร.ณัฐสุภา” กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการสนับสนุนวัสดุแล้ว ยัสปาลยังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาถ่ายทอดความรู้ ให้คำปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาโดยตรง ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์และกระบวนการทำงานจริง
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ได้รับมุมมองใหม่จากคนรุ่นใหม่ และสามารถนำแนวคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาไปต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้เช่นกัน
“ผ้าส่วนเกิน” โจทย์ท้าทาย
“นลินี เรืองวิทยานุกูล” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดการผ้าส่วนเกินในอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การเกิดขยะหรือ "ผ้าส่วนเกิน" เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ผ้าตัวอย่างจากซัพพลายเออร์ การสั่งซื้อผ้าตามยอดขั้นต่ำ ที่มักจะเกินความต้องการจริง รวมถึงผ้าสำรองสำหรับกรณีเกิดข้อผิดพลาดในลายผลิต
“โดยปกติแล้วผ้าส่วนนี้จะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตหลักได้และกลายเป็นขยะอุตสาหกรรมในที่สุด ด้วยเหตุนี้ ยัสปาล กรุ๊ป จึงได้ริเริ่มโครงการนำผ้าส่วนเกินเหล่านี้ส่งต่อให้กับนิสิตนักศึกษาในสาขาการออกแบบ เพื่อลดการทิ้งทำลายและเป็นการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา”
โดยโครงการแรก ร่วมกับ ม.กรุงเทพ ซึ่งนักศึกษาได้นำผ้าส่วนเกินมาสร้างสรรค์เป็นผลงานแฟชั่น และได้มีการจัดแสดงผลงานไปแล้ว ณ สยามเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ ทางกลุ่มบริษัทยังมีแผนที่จะนำผลงานเหล่านี้ไปจัดแสดงในโครงการอื่น ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนในวงกว้างต่อไป
ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
"บัวชมพู แสนประเสริฐ" ตัวแทนนักศึกษา ม.กรุงเทพ ที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมตนให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนอยู่แล้วในระดับหนึ่ง เนื่องจากมองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน แต่การได้ลงมือทำงานจริงกับวัสดุเหลือใช้ทำให้เข้าใจประเด็นดังกล่าวในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“ก่อนหน้านี้หนูมองเรื่อง sustainability ในภาพกว้าง แต่เมื่อได้ทำงานจริง ทำให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากกว่าที่เรารับรู้ การได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ทำให้รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเรื่องความยั่งยืน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด”
คนรุ่นใหม่มองหาสินค้ายั่งยืน
เมื่อถามถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ "บัวชมพู" มองว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้วัสดุหรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องความยั่งยืนอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับดีไซน์และความสวยงามด้วย หนูคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความสวยกับความยั่งยืน งานออกแบบสามารถตอบโจทย์ทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน”

