กลไกราคาคาร์บอน ของยุโรปที่เคยเป็นต้นแบบความสำเร็จมานานกว่าสองทศวรรษ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฟสต่อไปขยับเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมหนักและวิถีชีวิตประชาชน
ซึ่งมีต้นทุนที่สูงลิ่วและอ่อนไหวต่อมิติทางการเมือง นักวิเคราะห์ชี้ EU ต้องเร่งปรับกลยุทธ์เชื่อมโยง "ตลาดคาร์บอนสากล" ภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6 (Article 6) ด้านผู้เชี่ยวชาญมองนี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต T-VER เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
ยุคสมัยแห่งการ "เปลี่ยนผ่านที่ยากลำบาก" ของยุโรป
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading System หรือ EU ETS) ได้รับการยอมรับว่าเป็นตลาดคาร์บอนที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก สามารถลดการปล่อยมลพิษในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2569 ยุโรปได้ผ่านพ้นเฟสแรกที่ทำได้ง่าย เช่น การเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต้นไปแล้ว
ความท้าทายในปัจจุบันคือ "การลดคาร์บอนในส่วนที่เหลือ" ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ลดละได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ รวมถึงภาคการขนส่งและครัวเรือน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่าเดิมมหาศาล
การพึ่งพาเพียง "ราคาคาร์บอนที่สูงขึ้น" เริ่มส่งผลกระทบสะท้อนกลับ (Backlash) ในสองมิติหลัก
ไม่ว่าจะเป็น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงทุนในการเปลี่ยนผ่าน เช่น การซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม
และ การย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage) อุตสาหกรรมหนักในยุโรปต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอื่น จนอาจนำไปสู่การปิดตัวหรือย้ายฐานการผลิตออกนอก EU ซึ่งไม่ได้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาพรวมของโลก แต่เป็นการย้ายจุดปล่อยเท่านั้น
ทางออกคือ "ความร่วมมือระหว่างประเทศ" (Article 6)
เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางการเมือง ยุโรปจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นควบคู่ไปกับภาษีคาร์บอน หนึ่งในนั้นคือการหันมาให้ความสำคัญกับ Article 6 ของความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยเฉพาะหลังจากเกิดข้อตกลงที่เข้มงวดขึ้นในการประชุม COP26 ที่กำหนดให้ต้องมีการ "ปรับแก้บัญชีให้สอดคล้องกัน" (Corresponding Adjustments) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนับซ้ำ (Double Counting)
กลไกนี้ช่วยให้ประเทศใน EU สามารถลงทุนในโครงการลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน หรือการฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้ยุโรป แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินและการพัฒนาไปยังกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) อีกด้วย
โอกาสและหมุดหมายสำคัญของ "ประเทศไทย"
กระแสการปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมภูมิอากาศของยุโรปนี้ สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น โดยไทยมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608
1.) การเชื่อมต่อตลาดสากลภายใต้ Article 6.2 ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรก ๆ ของโลกที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศภายใต้ข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีความร่วมมือกับสมาพันธ์สวิส (สวิตเซอร์แลนด์) ใน "โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร" ซึ่งมีการโอนส่งผลการลดก๊าซเรือนกระจก (ITMOs) เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและกฎเกณฑ์รองรับการซื้อขายระดับสากลแล้ว
2.) การยกระดับมาตรฐาน T-VER สู่ระดับสากล ปัจจุบัน อบก. ได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) ไปสู่ขั้นสูงขึ้นคือ Premium T-VER ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (เช่น CORSIA ของภาคการบิน และแนวทางของ Article 6) โดยเน้นเรื่องความโปร่งใส ป้องกันการนับซ้ำ และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (Do No Significant Harm)
3.) การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย (ร่าง พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... (หรือ พ.ร.บ. Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะมีการบังคับใช้ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนในประเทศ เพื่อสร้างกลไกราคาคาร์บอนที่ล้อไปกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป (EU CBAM)
บทบาทใหม่ของไทยในห่วงโซ่คาร์บอนโลก
เมื่อยุโรปปรับเปลี่ยนทิศทางจาก "กลไกราคาเชิงเดี่ยว" ไปสู่ "ความร่วมมือพหุภาคีที่มีความยืดหยุ่น" ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ หากไทยสามารถรักษาและขยายฐานโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง (High-Integrity Credits) ที่ตรวจสอบได้จริง มีผลประโยชน์ร่วมต่อชุมชน (Co-benefits) ไทยจะไม่เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า แต่จะกลายเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของยุโรปในการบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศโลกในยุคต่อไป
ที่มา : Vitol

