สภาวะโลกเดือดพ่นพิษไทยเตรียมรับมือปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ครั้งใหญ่ คาดความรุนแรงพุ่งสูงเทียบเท่าปี 2562 และอาจลากยาวไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า ด้านนักวิชาการ มก. เผยข่าวดีไทยมีระบบพยากรณ์ฝนล่วงหน้าแม่นยำ 3 ชั่วโมง พร้อมนำ AI จากญี่ปุ่น-เกาหลีเสริมทัพ ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พลิกยุทธศาสตร์รับมือเชิงรุก เปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Smart Water และการบริหารสินทรัพย์อัจฉริยะ ย้ำ "น้ำคือหัวใจของเศรษฐกิจชาติ" หากหยุดชะงักเพียงครู่เดียวอาจส่งผลกระทบมหาศาล
วิกฤติเอลนีโญ ความท้าทายที่ต้องรับมือด้วยข้อมูลแม่นยำ
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ภาพรวมที่น่าสนใจว่า ปีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจากการระดมสมองของนักวิชาการระดับหน้าของประเทศ คาดการณ์ว่าความรุนแรงอาจเทียบเท่ากับปี 2562-2563 โดยสภาวะแห้งแล้งนี้อาจลากยาวไปอย่างน้อย 2-7 เดือน หรือยาวไปถึงเดือน มี.ค. ปีหน้าเป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตาม ดร.บัญชา ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระบบพยากรณ์ปัจจุบันว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ปัจจุบันไทยใช้ระบบ SCADA และดาวเทียม ในการติดตามน้ำรายสัปดาห์ ทำให้บริหารจัดการน้ำได้ดีขึ้น โดยนักวิจัยไทยสามารถพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้แม่นยำถึง 3 ชั่วโมงก่อนฝนตกจริง ซึ่งความก้าวหน้านี้เห็นผลชัดเจนจากปีที่ผ่านมา ที่สามารถกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักได้ถึง 99% โดยที่ไม่เกิดปัญหาน้ำท่วม
ยุทธศาสตร์รายภูมิภาคและ "ทางด่วนน้ำ" 200 กิโลเมตร
ในด้านยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ แต่ละภาคมีโจทย์ที่ต่างกัน
- ภาคอีสาน: ประสบปัญหาฝนไม่ตกในพื้นที่กักเก็บน้ำ จึงต้องเน้นการกระจายน้ำและการใช้ระบบน้ำหยดเพื่อประหยัดน้ำ
- ภาคกลาง: มีการเตรียมความพร้อมปกป้องนิคมอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในอยุธยาที่คาดว่าระบบป้องกันจะเสร็จสมบูรณ์ใน 2 ปีข้างหน้า
- โครงการระยะยาว: ดร.บัญชาเปิดเผยถึงบิ๊กโปรเจกต์ "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อการันตีว่าภาคกลางจะมีความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต
นอกจากนี้ ไทยยังได้ร่วมมือกับ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย "Water Security" หรือความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
กปภ. พลิกโฉมการจัดการ จาก "ซ่อมเมื่อเสีย" สู่ "ระบบอัจฉริยะ"
สุเมธี เจริญวงศ์มิตร ผู้ช่วยผู้ว่าการ (แผนยุทธศาสตร์) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของน้ำในฐานะฟันเฟืองเศรษฐกิจ โดยระบุว่าน้ำไม่ใช่แค่ปัจจัยดำรงชีวิต แต่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่ขาดไม่ได้แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ
กปภ. กำลังปรับเปลี่ยนวิธีทำงานครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา (Reactive) มาเป็นการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า โดยมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในหลายมิติ
- Smart Water & Smart Meter: การนำระบบมิเตอร์อัจฉริยะและการจัดการน้ำอัจฉริยะมาใช้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลได้แบบ Real-time
- การบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัด: เนื่องจากงบประมาณลงทุนและพื้นที่ของภาครัฐมีจำกัด เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จึงถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผนึกกำลังทุกภาคส่วน มาตรฐานใหม่ของน้ำไทย
กปภ. ยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางความรู้และสร้างมาตรฐานการจัดการน้ำของประเทศ โดยเน้นความร่วมมือแบบบูรณาการตั้งแต่ "ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ" ซึ่งครอบคลุมทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนที่จะต้องรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำอย่างครบวงจร
"ความมั่นคงด้านน้ำ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่สร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของประเทศไทย" สุเมธีกล่าวทิ้งท้าย ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.บัญชา ที่เชื่อว่าด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและการบริหารจัดการเชิงรุก จะช่วยให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตธรรมชาติและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

