“การลงทุนเรื่องน้ำไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างอนาคต” พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย ชี้ต้องเลิกมองแค่น้ำท่วม-น้ำแล้ง แต่ต้องมองเป็น “Economic Asset” ที่สร้างมูลค่ามหาศาล เผยตัวเลขน่าตกใจ ผลิตภาพน้ำภาคเกษตรไทยสร้าง GDP ได้เพียง 2.4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร พร้อมแนะใช้ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะกู้วิกฤติ
เปิดสถิติ "ผลิตภาพน้ำ" ไทยยังรั้งท้าย
รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโกประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอประเด็นที่สั่นสะเทือนวงการบริหารจัดการน้ำ ในงาน "Exclusive Lunch Talk ภายใต้หัวข้อ "Navigating Thailand's Water Future: Global Perspective & Strategic Investment Briefing" โดยชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยน Paradigm หรือกระบวนทัศน์ในการมองทรัพยากรน้ำใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่มองว่าน้ำคือปัญหาที่ต้องตามแก้ หรือเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐาน ให้กลายเป็น "สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Economic Asset) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหาร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชากร
โจทย์หินที่ต้องเร่งแก้ รศ.ดร. วิทยา ได้หยิบยกตัวเลขจาก World Bank มากางให้เห็นภาพชัดเจนผ่านแนวคิด Water Productivity หรือมูลค่า GDP ที่เกิดขึ้นจากการใช้น้ำทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีผลิตภาพน้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50 บาท (หรือราว 8 เหรียญสหรัฐฯ) ต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าไทยยังตามหลังอยู่มาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างการใช้น้ำของไทยที่ "ไม่สมดุล" กล่าวคือ
- ภาคเกษตรกรรม: ใช้น้ำสูงถึง 70% ของปริมาณน้ำทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่า GDP ได้เพียงประมาณ 2.4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
- ภาคอุตสาหกรรมและบริการ: แม้จะใช้น้ำน้อยกว่ามาก แต่สร้างมูลค่าได้สูงถึง 600 - 1,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
"นี่ไม่ใช่การบอกว่าเราควรลดความสำคัญของเกษตรกร แต่คือการชี้ให้เห็น 'โอกาส' ที่เราจะใช้นวัตกรรมเข้าไปเพิ่มผลิตภาพ (Increase Productivity) ให้กับภาคเกษตร เพื่อให้หยดน้ำทุกหยดที่ตกลงมาสร้างรายได้ให้คนไทยได้มากขึ้น"
บทเรียน "หยิน-หยาง" และความทรงจำจากมหาอุทกภัยปี 54
หนึ่งในคำเปรียบเปรยที่น่าสนใจคือการมองน้ำเป็นวงจร "หยิน-หยาง" หากบริหารจัดการไม่ดี น้ำจะกลายเป็นพลังทำลายล้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่เกือบทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนฐานการผลิตออกจากไทยทั้งหมดเพราะขาดความเชื่อมั่น, แต่ในทางกลับกัน หากจัดการได้ดี น้ำจะเป็น "แรงขับเคลื่อน" (Multiplier) ที่สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นวัตกรรม "น้ำอัจฉริยะ"
เมื่อ AI และ Data คือทางรอด คณบดีวิศวะ จุฬาฯ ยังได้เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการพัฒนา Intelligent System เพื่อยกระดับการจัดการน้ำของไทย, ดังนี้
- การพยากรณ์ฝนระยะสั้น (Short-term Rainfall Prediction) เร่งพัฒนาความแม่นยำเพื่อให้รับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวนได้อย่างทันท่วงที
- ระบบอพยพอัจฉริยะ นำ AI มาใช้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยและวางแผนการอพยพ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
- เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมใหม่ สนับสนุนการรีไซเคิลน้ำและการใช้โซลาร์ปั๊ม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอย่าง Data Centers ที่ต้องการความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำเป็นพิเศษ
"น้ำ" คือหน้าที่ของพลเมืองทุกคน การจัดการน้ำไม่ใช่ภาระของหน่วยงานภาครัฐอย่าง สทนช. หรือ วช. เท่านั้น แต่เป็น "หน้าที่ของพลเมืองทุกคน" ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำ เพราะหยดน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั้นเปรียบเสมือนเงินตรา หากเราไม่เก็บกักและบริหารจัดการให้ดี เราก็กำลังปล่อยให้โอกาสทางเศรษฐกิจไหลทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
"เราต้องเลิกคิดว่าการลงทุนด้านน้ำคือค่าใช้จ่าย (Expense) แต่จงมองว่ามันคือการลงทุน (Investment) เพื่อสร้างชีวิต สร้างความมั่นคง และสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย" รศ.ดร. วิทยา กล่าวสรุป


