เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่ภาวะวิกฤตจนเกิดปรากฏการณ์ "Silent Spring" ที่สะท้อนถึงระบบนิเวศที่เงียบเหงา ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการปรับตัวสู่แนวคิด "Nature Positive" ซึ่งไม่ใช่เพียงการทำ CSR แต่คือการปรับโครงสร้างเพื่อหยุดยั้งและฟื้นฟูธรรมชาติภายในปี 2030 ย้ำชัดหากรากฐานทางธรรมชาติล่มสลาย เศรษฐกิจย่อมไม่อาจไปต่อได้
การปรับตัวของธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ
พรฤทัย โชติวิจิตร เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินโครงการ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายของความหลากหลายทางชีวภาพที่เริ่มล่มสลาย ตั้งแต่การสูญเสียผู้ล่าในระบบนิเวศที่ทำให้เกิดการระบาดของแมลงและศัตรูพืช จนเกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบย้อนกลับมายังมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในลักษณะของภาวะ "Silent Spring" หรือใบไม้ผลิที่เงียบงัน
ธรรมชาติคือรากฐานของความมั่งคั่งทางธุรกิจ ความเข้าใจผิดประการใหญ่คือการมองว่าธรรมชาติเป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง ธรรมชาติคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาธุรกิจ ทั้งในแง่การพึ่งพาและการสร้างผลกระทบภาคธุรกิจได้รับ "บริการจากระบบนิเวศ" (Ecosystem Services) มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ยารักษาโรคที่มีมูลค่ามหาศาลจากเห็ดรา การควบคุมน้ำ ไปจนถึงการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและงานวิจัย หากระบบนิเวศอ่อนแอลง สิ่งที่ตามมาคือโรคระบาดที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนอาหาร และการสูญเสียแหล่งน้ำสะอาด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจโดยตรง
จาก "Business as Usual" สู่ "Nature Positive"
ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบเดิมกำลังขับเคลื่อนให้เกิดความเสื่อมถอยของธรรมชาติผ่าน 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินและมหาสมุทร การใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำกัด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การก่อมลพิษ และการแพร่กระจายของพืชพันธุ์ต่างถิ่น
เป้าหมายของ Nature Positive จึงไม่ใช่แค่การลดผลกระทบ แต่คือการ "หยุดยั้ง" การสูญเสียและ "ฟื้นฟู" ธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญคือการหยุดยั้งการสูญเสียภายในปี 2030 (เมื่อเทียบกับฐานปี 2020) และฟื้นฟูให้สำเร็จภายในปี 2050
แนวทางปฏิบัติสำหรับภาคธุรกิจ
วัดผลได้และทำจริง หัวใจสำคัญของ Nature Positive คือต้องเป็นเป้าหมายที่ "วัดผลได้ทางวิทยาศาสตร์" (Measurable) โดยมีลำดับขั้นการดำเนินงานที่ชัดเจนสำหรับภาคธุรกิจ ดังนี้
- หลีกเลี่ยง (Avoid): ป้องกันผลกระทบเชิงลบตั้งแต่ต้น
- ลด (Reduce): ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- ฟื้นฟู (Restore): ทำให้ทรัพยากรและระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์
- ชดเชย (Offset): เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผลกระทบส่วนที่เหลือ (Residual Risk)
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังถูกเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามกรอบมาตรฐานสากล เช่น TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะพึ่งพาธรรมชาติ
เครื่องมือและโอกาสในการเปลี่ยนผ่าน ในปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้ธุรกิจประเมินความเสี่ยงได้ เช่น IBAT สำหรับดูผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ WWF Water Risk Filter สำหรับความเสี่ยงด้านน้ำ หรือ ENCORE สำหรับดูแนวโน้มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งองค์กรอย่าง IUCN และภาคีเครือข่ายพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติอย่างยั่งยืน
"สุดท้ายแล้ว สุขภาพที่ดีของมนุษย์และเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง ล้วนขึ้นอยู่กับการมีธรรมชาติและทรัพยากรที่ดี" ความสำคัญของการร่วมมือกันในทุกภาคส่วน

