วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อ 'กำไรจากการค้า' อาจแลกมาด้วยสู่ 'การล่มสลายของระบบนิเวศ'

เมื่อ 'กำไรจากการค้า' อาจแลกมาด้วยสู่ 'การล่มสลายของระบบนิเวศ'

ห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังกัดกินธรรมชาติ ตั้งแต่ความเจ็บป่วยใน "เมืองแรร์เอิร์ธ" ถึงขบวนการ "เผาป่าเลี้ยงวัวเถื่อน" ต้นตอฝุ่นพิษข้ามพรมแดน ย้ำชัดเศรษฐกิจโลกพึ่งพิงระบบนิเวศกว่า 55% หาก "รั้วธรรมชาติ" พังทลาย ธุรกิจระดับโลกก็ไร้ทางรอด

"การค้ากับสิ่งแวดล้อมกับความร่วมมือ"

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้จุดประกายประเด็นวิกฤติที่โลกกำลังเผชิญ ในงาน ครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผ่านคำถามเรียบง่ายแต่สะเทือนใจว่า "เราเห็นแมลงปอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?" คำถามนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงอดีต แต่คือการชี้ให้เห็นถึงความล่มสลายของตัวชี้วัดทางชีวภาพ เพราะแมลงปอต้องการแหล่งน้ำที่สะอาดต่อเนื่องในการเติบโต เมื่อแมลงปอหายไป สิ่งที่ตามมาคือการระบาดของยุงที่รุนแรงขึ้น ซึ่งปัจจุบันยุงจากเขตร้อนได้ข้ามพรมแดนไปไกลถึงประเทศไอซ์แลนด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องด้วยสภาวะโลกร้อนที่เปลี่ยนเส้นทางการแพร่ระบาดของโรค

ราคาที่มองไม่เห็นของ "หน้าจอสมาร์ทโฟน" และ "แบตเตอรี่ EV" ดร.วีระศักดิ์ ได้เปิดเผยภาพความจริงที่เจ็บปวดหลังความรุ่งเรืองของยุคเทคโนโลยี โดยยกตัวอย่าง "เมืองเป่าโถว" (Baotou) ในเขตมองโกเลียใน ซึ่งเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

แม้เมืองนี้จะมี GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจีนจากการส่งออกแร่ที่ใช้ทำหน้าจอสมาร์ทโฟนและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่แลกมาด้วยบ่อบำบัดสารเคมีและกัมมันตภาพรังสีขนาดมหึมา จนทำให้สิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นอย่างแมลง งู และนกหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่ผู้คนต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยเรื้อรังจนต้องทยอยย้ายออกจากเมือง สะท้อนให้เห็นว่าโลกทุนนิยมกำลัง "ทำเป็นมองไม่เห็น" บาดแผลของธรรมชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบาย

"วัวฟรี" จากอินเดียและต้นตอฝุ่น PM2.5 ชายแดนไทย 

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความตกตะลึงคือการเปิดโปงเส้นทาง "การค้าโคเถื่อน" ที่เชื่อมโยงกับวิกฤตฝุ่นควันในประเทศไทย ดร.วีระศักดิ์ ระบุว่ามีวัวกว่า 3 ล้านตัวต่อปีในอินเดียถูกปล่อยให้เป็น "วัวเร่ร่อน" เพราะไม่คุ้มค่าที่จะเลี้ยงต่อ วัวเหล่านี้กลายเป็น "ของฟรี" ที่ถูกขบวนการค้าสัตว์ข้ามชาติกวาดต้อนผ่านพรมแดนเมียนมาเข้าสู่ตลาดค้าวัวที่ใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสต์เอเชียแถบเขตสะกาย

เป้าหมายหลักคือการส่งออกไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ แต่เนื่องจากปลายทางต้องการ "วัวเป็น" ที่อ้วนสมบูรณ์ จึงเกิดกระบวนการพักวัวตามชายแดนไทย-เมียนมา และเพื่อเร่งให้หญ้าระบัดใบอ่อนซึ่งมีสารอาหารสูงสำหรับขุนวัวในฤดูแล้ง จึงเกิดการ "ตั้งใจเผาป่า" อย่างเป็นระบบ ควันไฟจากการเผาเหล่านี้ถูกลมตะวันตกพัดพาเข้าสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย กลายเป็นวิกฤติ PM2.5 ที่ฝังรากลึก

 

อันตรายที่เหนือกว่า PM2.5 การรุกรานของ PM1

ข้อมูลที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการค้นพบฝุ่น PM1 จากความร่วมมือกับ NASA ซึ่งมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นและไม่ทำให้เกิดอาการไอ แต่ PM1 สามารถทะลุผ่านผนังเซลล์เข้าสู่กระแสเลือดและเข้าทำลายอวัยวะภายในได้โดยตรง ดร.วีระศักดิ์ ย้ำว่าหากมนุษย์ที่พยายามป้องกันตัวเองยังล้มป่วย แล้วสัตว์ป่าที่เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพจะเหลือรอดได้อย่างไร

ธรรมชาติคือ "รั้ว" ไม่ใช่ "ของฟรี"

ในมิติของเศรษฐกิจโลก ดร.วีระศักดิ์ อ้างถึงรายงานจาก World Economic Forum ที่ระบุว่า กว่า 55% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกขึ้นอยู่กับระบบนิเวศ เปรียบธรรมชาติเหมือน "รั้วบ้าน" ที่ปกป้องมนุษย์มานานนับพันปี แต่ในวันนี้เรากำลังทำลายรั้วนั้นทิ้งโดยไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า "ความยั่งยืน" (Sustainability) แต่ต้องมุ่งสู่ "การฟื้นฟู" (Regenerative Action) ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือการค้าที่ต้องทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อเราจากมา

"กติกาการค้าโลกใหม่คือประตูบานแรก" กฎระเบียบอย่าง EUDR ของยุโรปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการทางการค้าที่จะเข้มงวดขึ้น การจะแก้ไขวิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Collapse) ที่รุนแรงกว่าวิกฤติโควิดและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่สามารถทำได้เพียงแค่ความ "สนใจ" แต่ต้องเกิดจากความ "เข้าใจ" ในกลไกที่ซับซ้อน เพื่อนำไปสู่ความ "ตั้งใจ" ในการลงมือทำอย่างจริงจังก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาส 10 ปีสุดท้ายจะปิดลง