วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

ส่องกลยุทธ์ 'Portfolio of Locations' เลิกปักหมุดเมืองเดี่ยว สู่การกระจายความเสี่ยงธุรกิจโลกยุคความผันผวนสูง

ส่องกลยุทธ์ 'Portfolio of Locations' เลิกปักหมุดเมืองเดี่ยว สู่การกระจายความเสี่ยงธุรกิจโลกยุคความผันผวนสูง

ดัชนีความไม่แน่นอนของโลกพุ่งสูงทุบสถิติยุคแพร่ระบาด บีบซีอีโอทั่วโลกเปลี่ยนเกมบริหารความเสี่ยง หันมาจัดพอร์ตโฟลิโอที่ตั้งธุรกิจ กระจายศูนย์สั่งการ โรงงาน และนวัตกรรมไปยัง “เมืองขนาดกลาง” ทั่วโลก ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ “ไทย” ยังเป็นหมุดหมายเนื้อหอมในอาเซียน ดึงเม็ดเงินลงทุนเทคฯ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงเกินกว่ายุควิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่ ส่งผลให้โมเดลการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการปักหมุดสำนักงานหรือฐานการผลิตไว้ที่ “เมืองหลวงทางเศรษฐกิจ” เพียงแห่งเดียว กลายเป็นความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป

รายงานล่าสุดจาก Oliver Wyman Forum ที่จัดอันดับเมืองศูนย์กลางการค้า การเชื่อมต่อ และการลงทุนกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก ระบุว่า ปัจจุบันขอบเขตการเลือกที่ตั้งของภาคธุรกิจได้ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมาก โดยเมืองเหล่านี้ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึง 75% ของ GDP โลก (คิดเป็นมูลค่าราว 88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกถึง 92%

หมดยุคเมืองโตเดี่ยว “เมืองขนาดกลาง” ผงาดท้าชนยักษ์ใหญ่

แม้เมืองระดับมหาอำนาจอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว จะยังคงเป็นศูนย์กลางการบัญชาการระดับโลก แต่ผลการจัดอันดับชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม “เมืองขนาดกลาง” (Midsized Cities) กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ เมืองอย่างฮัมบูร์ก (เยอรมนี) และแมนเชสเตอร์ (สหราชอาณาจักร) กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนสตาร์ตอัปและบุคลากรสายเทคโนโลยีชั้นนำ เนื่องจากมีความพร้อมด้านระบบคมนาคม มีค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือกับความเสี่ยงใหม่อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

นอกจากนี้ การมองหาที่ตั้งทางธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นการมองเป็น “กลุ่มเมือง (Urban Clusters)” ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เช่น กลุ่มเมืองฮ่องกง-เซินเจิ้น-กวางโจว ที่เชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงภายใน 1 ชั่วโมง มีมูลค่า GDP รวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกันราว 48 ล้านคน ซึ่งถือเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรุงโตเกียวเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับกลุ่มเมืองมิวนิก-สตุตการ์ต-ซูริก หรือ สิงคโปร์-ยะโฮร์บาฮารู-บาตัม

สงครามแย่งชิงคนเก่ง และเกณฑ์ “ความพร้อมด้านภูมิอากาศ”

รายงานเน้นย้ำว่า กลยุทธ์การเลือกเมืองและกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล (Talent) ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน เมืองที่สามารถดึงดูดกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) และ Gen Z ได้ ต้องเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีความก้าวหน้าในอาชีพ และมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดี เช่น เฮลซิงกิ แมนเชสเตอร์ หรืออู่ฮั่น

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในปี พ.ศ. 2573 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่า เทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานเดิมราว 92 ล้านตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกันจะสร้างงานใหม่ขึ้นมาถึง 170 ล้านตำแหน่ง เมืองที่สามารถพัฒนาและรักษาบุคลากรทักษะสูงในด้าน AI, วิศวกรรม และบริการดิจิทัลได้ จึงจะได้เปรียบ รวมถึงเมืองที่มีนโยบายดึงดูดใจอย่างมาตรการภาษีต่ำและวีซ่าเร่งด่วน เช่น ดูไบ ริยาด และฮ่องกง

ขณะเดียวกัน “ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ” (Climate Resilience) กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคำนวณต้นทุน เมืองในสวิตเซอร์แลนด์ ปารีส หรือสิงคโปร์ เริ่มนำร่องโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งหากเมืองใดไม่มีความพร้อม ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากหรือการขาดแคลนน้ำจะนำไปสู่ภาวะระบบหยุดชะงัก (Downtime) และเกิดภาวะสมองไหล (Talent Flight) ในที่สุด

เจาะลึกมุมมองประเทศไทย หมุดหมายสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย สอดคล้องกับแนวโน้มการจัดพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระดับโลก โดยไทยถูกมองเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน

  • ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างสูงจากกลุ่มทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดิจิทัล โดยในปี พ.ศ. 2567-2568 ที่ผ่านมา มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าไทยทำหน้าที่เป็น "ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์" (Manufacturing Node) ที่สำคัญของภูมิภาค
  • การเชื่อมต่อและยุทธศาสตร์กลุ่มเมือง (EEC): โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ซึ่งเชื่อมโยง 3 จังหวัดหลัก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้าง "Urban Cluster" หรือกลุ่มเมืองอุตสาหกรรมและการบินที่มีระบบรถไฟความเร็วสูงและท่าเรือน้ำลึกเชื่อมต่อกัน ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล ไม่ต่างจากโมเดลกลุ่มเมืองในต่างประเทศ
  • นโยบายดึงดูดบุคลากรทักษะสูง (Talent Attraction): รัฐบาลไทยได้ขับเคลื่อนมาตรการ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการพำนักระยะยาวแก่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ กลุ่มคนทำงานทางไกล (Digital Nomad) และผู้มีความมั่งคั่งสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจระดับโลกที่ต้องการโยกย้ายบุคลากรเข้ามาตั้งรกรากทำงานในภูมิภาคนี้

การเติบโตในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเมืองที่ดีที่สุดเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่คือการผสมผสานจุดเด่นของแต่ละเมืองทั่วโลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว การกระจายความเสี่ยงไปยังเมืองขนาดกลางที่มีศักยภาพเฉพาะด้าน ควบคู่ไปกับการพิจารณาปัจจัยด้านบุคลากร ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

ที่มา : Oliver Wyman