วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่

ประเทศไทย และเยอรมนี ประกาศความสำเร็จอีกขั้นในการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการค้าที่ยั่งยืน ผ่านการส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภายใต้โครงการ “Fit for Fair” อย่างเป็นทางการ มุ่งเตรียมความพร้อมให้ภาคเกษตรกรรมไทยรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่เข้มงวดของสหภาพยุโรป พร้อมชูไทยเป็นประเทศแถวหน้าที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงในตลาดโลก

สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ส่งมอบแนวทางการดำเนินงานให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทย

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ก้าวข้ามกำแพงการค้าด้วยความร่วมมือ

โยฮันเนส เคอร์เนอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำว่ากฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎหมายตรวจสอบการทำธุรกิจอย่างรอบด้าน (CSDDD) ของสหภาพยุโรป ไม่ใช่มาตรการกีดกันทางการค้า แต่เป็นการยอมรับถึงความรับผิดชอบร่วมกันที่มีต่อผืนป่า ระบบนิเวศ และแรงงานทั่วโลก เยอรมนีในฐานะคู่ค้าสำคัญพร้อมยืนเคียงข้างไทย โดยเชื่อว่าความสำเร็จของเกณฑ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศผู้ผลิตมีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

“เราไม่สามารถขอให้พันธมิตรปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่โดยไม่สนับสนุนกระบวนการเตรียมความพร้อมได้ รัฐบาลเยอรมนีจึงมุ่งลงทุนในด้านขีดความสามารถ องค์ความรู้ และระบบสถาบัน เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะไม่เพียงแค่ทำตามเกณฑ์ได้ แต่จะสามารถทำได้เกินความคาดหมายในระดับสากล” เคอร์เนอร์กล่าว

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่

ไทยในฐานะตัวแสดงหลักบนเวทีโลก

โครงการ Fit for Fair เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกที่รัฐบาลเยอรมนีมอบหมายให้ GIZ ดำเนินการใน 6 ประเทศพันธมิตร ได้แก่ ไทย กัมพูชา เอธิโอเปีย โคลอมเบีย ไอวอรี่โคสต์ และรวันดา ซึ่งไทยถูกเลือกเป็นประเทศยุทธศาสตร์เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ โดยเฉพาะยางพาราและน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากปัญหาการทำลายป่า

ทิโม เมนนิเคน ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย ระบุว่าแนวทางการดำเนินงานตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. การเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อวางรากฐานเชิงสถาบันที่เข้มแข็ง
  2. การสนับสนุนภาคเอกชน ให้เข้าใจและนำมาตรฐานความยั่งยืนไปปรับใช้ โดยยังคงรักษาศักยภาพทางการแข่งขันทางธุรกิจไว้ได้
  3. การสร้างกระบวนการที่มีส่วนร่วม โดยดึงเสียงจากเกษตรกรรายย่อย คนงาน และชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่

ต่อยอดจุดแข็งเทคโนโลยี

จากข้อมูลสู่หลักฐานที่เชื่อถือได้ หนึ่งในจุดเด่นของไทยที่ทางเยอรมนีให้การชื่นชมคือความก้าวหน้าด้านระบบฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Tree ของกรมป่าไม้ ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์จาก ส.ป.ก. และแพลตฟอร์มการตรวจสอบย้อนกลับของการยางแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากโครงการ Fit for Fair ระบุว่าความท้าทายต่อไปคือการทำให้ระบบข้อมูลเหล่านี้ “คุยกันได้” (Interoperability) และมีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นหลักฐานการตรวจสอบ (Due Diligence) ที่น่าเชื่อถือในระดับสากล

First Mover โอกาสทองของผู้นำการเปลี่ยนแปลง  การที่ประเทศไทยขยับตัวก่อน (First Mover) จะกลายเป็นความเหนือกว่าทางการแข่งขันที่สำคัญ “การปรับตัวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจระดับนานาชาติสำหรับบริษัทไทยและเกษตรกรรายย่อย ที่จะเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับการเติบโตที่มั่งคั่ง”

การกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนมองว่าข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เอกสาร แต่เป็นรากฐานในทางปฏิบัติสำหรับการลงมือทำทันที เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการค้าที่ยั่งยืนของไทยในเวทีโลกต่อไป

เยอรมนี-ไทย จับมือ 'เกษตรยั่งยืน' เสริมแกร่งผู้ผลิตไทยรับมือเกณฑ์การค้าโลกใหม่