คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา จัดงานสัมมนาเรื่อง “Bangkok 2023 – 2034 : The Next Great Flood” เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงการเกิดมหาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมเสนอแนวทางการปรับตัวของเมืองหลวงเพื่อรับมือกับธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต "ชยันต์ เมืองสง" เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอแผนบูรณาการจัดการน้ำต่อคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการแผ่นดิน วุฒิสภา ชู 9 แผนหลักและโครงการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมชี้แจงความคืบหน้าโครงการสำคัญและอุปสรรคในการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
บทเรียนมหาอุทกภัยปี 54 และความจำเป็นของแผนใหม่
"ชยันต์" ได้ย้อนความหลังถึงวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับพายุถึง 5 ลูก และมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 24% ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ความเสียหายในครั้งนั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท และกระทบต่อ GDP ของประเทศอย่างรุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่จากการทำงานแยกส่วนมาเป็นการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานด้านน้ำ
"เราต้องทำทุกวิถีทาง ต้นน้ำต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ กลางน้ำต้องมีคลองระบายน้ำ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศเหมือนในอดีต"
ความคืบหน้าโครงการตัดยอดน้ำเลี่ยงเมือง
ปัจจุบัน สทนช. ร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนแผนงานหลัก 9 แผน โดยมีโครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการคือ โครงการระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งคืบหน้าไปแล้วกว่า 66% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 โครงการนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำจากเดิม 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุง คลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจาก 120 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะช่วยตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลายขั้นตอน
อุปสรรคและการปรับตัวรับมือภาวะโลกร้อน
ที่ประชุมได้รับทราบถึงปัญหาสำคัญในการดำเนินโครงการ ได้แก่ การเวนคืนที่ดินซึ่งประชาชนบางส่วนยังไม่ยินยอม และการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น ท่อก๊าซและเสาไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
ในด้านวิชาการ เลขาธิการ สทนช. ย้ำว่าการออกแบบโครงการในปัจจุบันไม่สามารถใช้อิงค่าเฉลี่ยฝนย้อนหลัง 30 ปีแบบเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ Climate Change ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด
"สิ่งก่อสร้างอาจจะไม่เอาชนะธรรมชาติได้ทั้งหมด แต่เราต้องปรับตัวและทำอย่างไรให้ประโยกธรรมชาติให้ได้"
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทันท่วงที สทนช. ได้เสนอจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพื่อเป็นศูนย์กลางบัญชาการข้อมูลร่วมกับทุกหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ โดยจะมีการประเมินภัยพิบัติเป็นระดับเพื่อความรวดเร็วในการสั่งการ ตั้งแต่ระดับนายอำเภอจนถึงระดับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในอนาคตเป็นไปอย่างมีเอกภาพและตรงจุดที่สุด

