ท่ามกลางวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่มุ่งเน้นแต่ตัวเลขการเติบโตของ GDP และผลกำไรระยะสั้น กำลังเดินมาถึงทางตันแล้วหรือไม่”
มุมมองเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มักมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของ "ผู้ผลิต" และ "ผู้บริโภค" โดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล แต่กลับหลงลืมที่จะใส่ตัวแปรสำคัญอย่าง "ธรรมชาติ" เข้าไปในระบบ ส่งผลให้ทรัพยากรถูกทำลาย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมถูกผลักให้เป็นเพียง "ต้นทุนภายนอก" (Externalities) ที่ไม่มีใครอยากรับผิดชอบ
ย้อนรอย ‘Oikonomia’ รากศัพท์โบราณสู่ทางรอดในอนาคต
ความท้าทายในปัจจุบันกำลังผลักดันให้เกิดการรื้อฟื้นแนวคิด “Oeconomy” หรือ “Oikonomia” ในภาษาภาษากรีกโบราณ ซึ่งแปลว่า “การจัดการบ้านเรือน” แนวคิดนี้ย้ำเตือนว่า แท้จริงแล้วมนุษย์และระบบเศรษฐกิจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "บ้านหลังใหญ่" ซึ่งก็คือระบบนิเวศโลก ไม่ใช่สิ่งแยกขาดจากกัน
ผู้เชี่ยวชาญจากแพลตฟอร์มระหว่างรัฐบาลว่าด้วยนโยบายวิทยาศาสตร์และฐานข้อมูลความรู้เรื่องบริการจากระบบนิเวศ (IPBES) ระบุว่า กฎเกณฑ์ของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน มักกระตุ้นให้เกิดการครอบงำธรรมชาติ ขยายความเหลื่อมล้ำ และให้คุณค่ากับเม็ดเงินระยะสั้น จนทำให้เกิด "ความล้มเหลวทางคุณค่า" (Values Failures) มากกว่าแค่ความล้มเหลวของตลาด
ตัวเลขในภาคการเงินโลกปัจจุบันสะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อ เงินลงทุนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (Nature-positive) ถูกบดบังด้วยเงินลงทุนที่ทำลายธรรมชาติ (Nature-negative) ในสัดส่วนสูงถึง 1 ต่อ 30 ซึ่งหมายความว่าตราบใดที่กติกาของตลาดยังไม่เปลี่ยน เม็ดเงินก็ยังคงไหลไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าการฟื้นฟู
หันมองประเทศไทย ตื่นตัวรับเทรนด์โลก แต่ "ทุนธรรมชาติ" กำลังวิกฤติ
สำหรับประเทศไทย ความตื่นตัวเรื่องการปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Green Taxonomy (มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศสะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างสาหัสในการรักษา "ทุนธรรมชาติ" เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ
สถิติน่ากังวล สถานการณ์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไทย
พื้นที่ป่าไม้ลดลง: รายงานจาก กรมป่าไม้ (พ.ศ. 2566) ระบุว่า ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าไม้เพียง 31.47 % ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังห่างไกลจากเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งไว้ที่ 40 %
- วิกฤติการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ: จากรายงาน สถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า มีสิ่งมีชีวิตในประเทศไทยหลายชนิดที่มีสถานภาพถูกคุกคาม (Threatened species) เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย เนื่องจากสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยจากการขยายตัวของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
- ต้นทุนจากความเสี่ยงภูมิอากาศ: ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2567) ชี้ว่า ภาคการเงินและภาคธุรกิจไทยมีความเสี่ยงสูงมากต่อกฎเกณฑ์การค้าโลกใหม่ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของยุโรป และหากไทยยังไม่ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง
"รื้อสายไฟภาคการเงิน" (Rewiring Finance) โอกาสและความท้าทายของไทย
แนวคิดเศรษฐศาสตร์แนวใหม่เสนอว่า วิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การตั้งรับด้วยการออกกฎระเบียบมาไล่ตามจับผู้ก่อมลพิษ แต่คือการ "เปลี่ยนกติกาที่ฐานราก" เพื่อให้การลงทุนในสิ่งแวดล้อมกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลที่สุดในเชิงธุรกิจ
ในบริบทของประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มขับเคลื่อนภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อหวัง "รื้อสายไฟ" ระบบการเงินไทย ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น และเพิ่มต้นทุนแก่ธุรกิจที่สร้างมลพิษ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ "กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)" ของไทย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ (คิดเป็นกว่า 99 % ของผู้ประกอบการทั้งหมด) ยังขาดทั้งองค์ความรู้และทุนทรัพย์ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลและสถาบันการเงินใหญ่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการเหล่านี้อาจกลายเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงยิ่งขึ้น
สู่เศรษฐกิจที่ "มนุษย์ ธรรมชาติ และการเงิน" เติบโตไปด้วยกัน
วิกฤติการณ์ใน พ.ศ. 2569 นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้ถูกขังอยู่ในพอร์ตสินทรัพย์ทางการเงิน แต่อยู่ที่ความมั่นคงของระบบนิเวศและสังคมที่เกื้อกูลกัน
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยและสังคมโลกจะต้องเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบ "ตักตวง-ผลิต-ทิ้ง" ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนเว้นสเปซให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีธุรกิจใดสามารถเติบโตได้บนดาวเคราะห์ที่กำลังตาย
ที่มา : Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services


