คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แห่งสหประชาชาติ ตัดสินใจถอด “ฉากทัศน์กรณีเลวร้ายที่สุด” หรือ “SSP5-8.5” ออกจากชุดข้อมูลที่จะใช้ในรายงานการประเมินผลฉบับที่ 7 (AR7) ของคณะกรรมการ IPCC ที่จะเผยแพร่ในปี 2029
การปลดระวาง SSP5-8.5 หลังจากใช้มานานกว่าสิบปี ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการวิจัยสภาพภูมิอากาศ หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นพ้องกันว่า ระดับการปล่อยก๊าซที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิถึง 5 องศาเซลเซียส ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปในโลกปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนทิศทางของอนาคตไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตามรายงานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Geoscientific Model Development
ปิดตำนานฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด
สำหรับคนทั่วไป SSP5-8.5 อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย แต่มันคือเบื้องหลังของตัวเลขและภาพเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวในข่าวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ฉากทัศน์นี้ทำนายว่าโลกจะร้อนขึ้นถึง 4-5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นหลายเมตร และหลายพื้นที่ของโลกจะร้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้
RCP8.5 ถูกสร้างขึ้นในปี 2011 สำหรับใช้เป็นแบบจำลองการปล่อยก๊าซในระดับที่สูงมาก โดยสมมติว่าโลกจะมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมหาศาลและมีการขยายตัวของการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า แลถูกปรับปรุงเรื่อยมาจนเป็น SSP5-8.5
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่ามันไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคำพยากรณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นจริง แต่เป็นเพียงการทดสอบขีดจำกัดสูงสุดของความเลวร้ายเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง ฉากทัศน์นี้กลับถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในงานวิจัยกว่า 2,000 ชิ้นระหว่างปี 2011-2020 และทำให้สาธารณชนมักเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจริง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
เดตเลฟ แวน วูเรน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอูเทรคต์และผู้เขียนหลักของงานวิจัยล่าสุด อธิบายว่า “มันเป็นฉากทัศน์ที่มีความน่าจะเป็นต่ำแต่มีความเสี่ยงสูง การตัดสินใจยกเลิกฉากทัศน์นี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกในปี 2024 แตกต่างไปจากโลกเมื่อ 15 ปีก่อนอย่างมาก”
การปรับปรุงครั้งนี้ มีความหมายสำคัญต่อการวางแผนนโยบายระดับโลก เพราะจะช่วยให้รัฐบาลต่าง ๆ มองเห็นภาพอนาคตที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลาเนื่องจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนสูง ต้องใช้เวลาในการประมวลผลนานหลายเดือน
SSP5-8.5 ไม่สมจริงอีกต่อไป
เหตุผลหลักที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดไม่สมจริง มาจากต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะราคาของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงถึง 85% นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ฉากทัศน์ RCP เป็นครั้งแรก
ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์จาก Berkeley Earth กล่าวว่า “ฉากทัศน์ที่เราสร้างขึ้นในวันนี้แตกต่างจากฉากทัศน์เมื่อ 15 ปีก่อน เพราะโลกในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” เขายังชี้ด้วยว่าการปล่อยก๊าซในอนาคตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายปัจจุบันและความก้าวหน้าทางเทคโนโลย
นอกจากนี้ สมมติฐานด้านประชากรและการใช้พลังงานใน SSP5-8.5 ก็ไม่สอดคล้องกับความจริง โดยฉากทัศน์เดิมคาดการณ์ประชากรโลกที่ 12,000 ล้านคน แต่ตัวเลขคาดการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,200 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการปล่อยก๊าซที่น้อยลงตามไปด้วย การใช้ถ่านหินที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลก็เริ่มคงที่และมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่
ฟรีเดอริเก ออตโต นักวิทยาศาสตร์จากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนกล่าวเสริมว่า “ฉากทัศน์ SSP5-8.5 ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษยชาติจะยังคงใช้ถ่านหินอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุม ซึ่งโชคดีที่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง”
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางกลุ่ม เช่น โรเจอร์ พิลกี้ จูเนียร์ วิจารณ์ว่าวงการวิทยาศาสตร์ใช้เวลานานเกินไปในการยอมรับว่าฉากทัศน์นี้ไม่สมจริง เขาแย้งว่าแนวโน้มการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเกิดขึ้นมานานแล้ว และการใช้ SSP5-8.5 เป็นบรรทัดฐานส่งผลให้เกิดความเชื่อว่า “วันสิ้นโลก” จเกิดขึ้นจริงในงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์อย่าง โรเบิร์ต คอปป์ จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส มองว่าการศึกษาฉากทัศน์ที่รุนแรงยังมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของระบบโลก เช่น การพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้ในระดับความร้อนที่ปานกลาง การมีตัวเลขขีดจำกัดสูงสุดจึงยังจำเป็นสำหรับการวางแผนปรับตัว เช่น การสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเล
งานวิจัยใหม่ จึงเป็นการเสนอฉากทัศน์ใหม่ที่สะท้อนนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยยังคงมีฉากทัศน์ที่มีการปล่อยก๊าซสูงอยู่บ้างเพื่อการศึกษา แต่จะมีการติดป้ายเตือนไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นภายใต้นโยบายปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงนี้ ถือเป็นการปรับฐานข้อมูลครั้งสำคัญที่จะช่วยให้การประเมินความเสี่ยงทางการเงิน การวางแผนเมือง และนโยบายพลังงานตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
เลื่อนจุดจบวันสิ้นโลก
การประกาศยกเลิก SSP5-8.5 ถูกนำไปใช้ในเชิงการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความว่า “ไปให้พ้น ๆ ซักที!” (GOOD RIDDANCE!) และอ้างว่านักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าคำพยากรณ์ที่ผ่านมา “ผิด ผิด ผิด!” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตอบโต้ว่านี่เป็นการทำความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการยกเลิกฉากทัศน์สุดโต่งไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ภัยคุกคาม
แม้เราจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ 5 องศาเซลเซียสไปได้ แต่โลกยังคงอยู่บนเส้นทางที่ร้อนขึ้นประมาณ 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ตามนโยบายปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขนี้ยังคงสูงกว่าเป้าหมายของความตกลงปารีสที่ต้องการจำกัดไว้ที่ 1.5 หรือไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส
ที่ระดับอุณหภูมิ 2.6-3 องศาเซลเซียส โลกจะยังคงเผชิญกับผลกระทบรุนแรง เช่น แนวปะการังส่วนใหญ่จะหายไป ผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนจะขาดแคลนน้ำ และความเสียหายจากน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ดังนั้นโลกยังอยู่ในความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่ามีความไม่แน่นอนในระบบธรรมชาติ เช่น เมฆ และการละลายของน้ำแข็ง ซึ่งอาจทำให้โลกอุ่นขึ้นมากกว่าที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้ แม้ว่าเราจะปล่อยก๊าซตามฉากทัศน์ปานกลางก็ตาม
ขณะเดียวกัน นักวิจัยได้ยกเลิกฉากทัศน์ที่มองโลกในแง่ดีที่สุดไปพร้อมกันด้วย เนื่องจากแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่โลกจะลดการปล่อยก๊าซได้ทันท่วงทีเพื่อรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สิ่งนี้สะท้อนว่าทางเลือกของเรากำลังบีบแคบลงสู่ความเป็นจริงที่ท้าทาย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติเพื่อย้ำเตือนภาระผูกพันของประเทศต่าง ๆ ในการต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่าประเทศที่ล้มเหลวในการปกป้องประชาชนจากความร้อนที่เป็นอันตรายอาจเป็นการละเมิดกฎหมาย
เมดิสัน คอนดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการปรับตัว ระบุว่างานวิจัยในอดีตที่ใช้ SSP5-8.5 ยังคงมีประโยชน์ เพราะความเสี่ยงหลายอย่างเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามอุณหภูมิ และความรู้เหล่านั้นยังช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ยังมีความไม่แน่นอนได้
การยกเลิกใช้ SSP5-8.5 ไม่ใช่การประกาศชัยชนะเหนือสภาวะโลกร้อน แต่เป็นการยอมรับว่า อนาคตอยู่ในมือเรา ดังที่เฮาส์ฟาเธอร์และคณะได้เขียนไว้ว่า “ตราบใดที่โลกยังไม่หยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โลกก็ยังคงร้อนขึ้นอยู่ดี”
ที่มา: DW, Eos, The New York Times, The Washington Post, Vox


