วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

คพ. ตั้งข้อสงสัย รูปแบบวิจัย กกร. ปม 'สินบน' ชี้กลุ่มตัวอย่างน้อย-คำถามชี้นำ

กรณีผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ที่ระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานรัฐที่ถูกมองว่ามีการเรียกรับสินบนสูงที่สุด โดยมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 102,160 บาทต่อครั้ง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ปัญหาคอร์รัปชันของระบบราชการไทย และความน่าเชื่อถือของข้อมูลวิจัยที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ

ล่าสุด "ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง" อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมคณะผู้บริหาร ออกมาแถลงชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า กระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. และได้มีการเผยแพร่ข่าวต่อสื่อสารมวลชนในลักษณะทำนองว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับที่ 1 ทำให้ คพ. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยา ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม คพ. ยืนยันว่า ไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ และพร้อมให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากพบเจ้าหน้าที่คนใดกระทำผิดก็พร้อมดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่สิ่งที่ คพ. ตั้งข้อสังเกตสำคัญคือ “กระบวนการวิจัย” และ “ความถูกต้องทางวิชาการ” ของผลสำรวจดังกล่าว

"ดร.สุรินทร์" กล่าวว่า หลังทราบผลสำรวจเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คพ. ได้เรียกประชุมผู้บริหารทั่วประเทศทันที พร้อมส่งหนังสือเปิดผนึกถึง กกร. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อขอให้ชี้แจงที่มาของข้อมูล วิธีการสำรวจ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน เพื่อให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจริงหรือไม่

คพ. ตั้งข้อสงสัย รูปแบบวิจัย กกร. ปม 'สินบน' ชี้กลุ่มตัวอย่างน้อย-คำถามชี้นำ

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กกร. ได้ส่งเอกสารชี้แจงกลับมายัง คพ. ประกอบด้วย 

1) สรุปหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 13 หน้า

2) ตัวอย่างแบบสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 8 หน้า

3) เอกสารประกอบการแถลงข่าวและข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 จำนวน 22 หน้า

ทั้งนี้ หลังตรวจสอบเอกสารชี้แจงกลับแล้ว คพ. ระบุว่ายังคงมีข้อสงสัยหลายประเด็นเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของงานศึกษา

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ คพ. โต้แย้ง คือผลสำรวจดังกล่าวเป็นเพียง “ข้อมูลเชิงการรับรู้” หรือ Perception ไม่ใช่ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงหรือคดีที่พิสูจน์ได้ โดยมองว่าการสื่อสารต่อสาธารณะในลักษณะที่ระบุว่า คพ. เป็นหน่วยงานเรียกรับสินบนสูงสุด อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่เป็นเพียงการสะท้อนความรู้สึกหรือมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนเท่านั้น

“Perception มีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นอย่างมาก แต่ Perception ไม่ใช่หลักฐาน หากนำเสนอโดยขาดบริบท อาจสร้างความเสียหายต่อองค์กรและภาพลักษณ์ประเทศได้” ดร.สุรินทร์กล่าว

แม้ perception จะไม่ใช่หลักฐานทางกฎหมาย แต่ perception ก็มีผลอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาพลักษณ์ของระบบราชการ และอันดับความโปร่งใสของประเทศในสายตานานาชาติ ในทางกลับกัน หากผลสำรวจถูกจัดทำโดยมีข้อจำกัดด้านระเบียบวิธี หรือมีการตีความเกินกว่าขอบเขตข้อมูล ก็อาจสร้างผลกระทบต่อหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยสุจริตได้เช่นกัน

คพ. ยังตั้งคำถามต่อระเบียบวิธีวิจัยของ กกร. หลายด้าน โดยเฉพาะขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำรวจเพียง 401 รายทั่วประเทศ แต่กลับนำมาวิเคราะห์หน่วยงานรัฐถึง 26 หน่วยงาน ซึ่งหากเฉลี่ยแล้ว อาจมีผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละหน่วยงานเพียงประมาณ 7 คนหรือน้อยกว่านั้น ฝ่ายบริหาร คพ. มองว่า จำนวนตัวอย่างดังกล่าวอาจไม่เพียงพอสำหรับการสรุปภาพรวมระดับหน่วยงาน และไม่สามารถนำไปใช้จัดอันดับหรือสะท้อนภาพรวมระบบราชการทั้งประเทศได้อย่างแม่นยำในเชิงวิชาการ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือรูปแบบของคำถามในแบบสอบถาม ซึ่ง คพ. มองว่ามีลักษณะ “ชี้นำ” หรือ Leading Questions เช่น การใช้ถ้อยคำว่า “เป็นที่รู้กัน” หรือคำถามในลักษณะว่า “หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะล่าช้าหรือไม่” ซึ่งอาจทำให้ผู้ตอบมีแนวโน้มตอบไปในเชิงลบ แม้จะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงก็ตาม

คพ. ยังตั้งข้อสังเกตต่อการจำแนกหน่วยงานภาครัฐออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มการจัดเก็บภาษีและรายได้
  • กลุ่มการออกใบอนุญาต
  • กลุ่มศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ
  • กลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่มกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายนั้น

มีการสำรวจเพียง 26 หน่วยงาน จากหน่วยงานระดับกรมทั้งหมด 162 หน่วยงานของประเทศ ซึ่ง คพ. เห็นว่าไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ คพ. ยังวิจารณ์ว่ากรอบแนวคิดของการศึกษายังอ้างอิงจากแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นข้อมูลเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา และอาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างราชการไทยในปัจจุบัน หลังการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 ที่ทำให้หลายหน่วยงานมีบทบาทและภารกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในด้านกระบวนการเก็บข้อมูล คพ. ตั้งข้อสังเกตว่า การสำรวจดำเนินการภายในเวลาเพียง 16 วัน ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 แต่มีคำถามมากถึง 70 ข้อ และต้องเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จึงมีความเสี่ยงเรื่องการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของการสำรวจ

อย่างไรก็ตาม แม้จะโต้แย้งผลวิจัย คพ. ก็ยอมรับว่า งานบังคับใช้กฎหมายเป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตจริง โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจโรงงาน หรือการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นงานที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจสูง

ดร.สุรินทร์ ระบุว่า คพ. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติราชการในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริต พร้อมออกหนังสือแจ้งเวียนกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส

และ คพ.ได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ดร. รวีวรรณ ภูริเดช) เป็นประธาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ จากการที่ผู้บริหาร คพ. ได้ร่วมกันทบทวนภารกิจและโครงการต่าง ๆ พบว่า "กระบวนงานการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ" เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตด้านการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่

นอกจากนี้ คพ. ยังได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ในการนำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (CRMS) มาใช้จริงในองค์กร พร้อมยกระดับคู่มือปฏิบัติงานไปสู่มาตรฐาน SOP เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

คพ. ตั้งข้อสงสัย รูปแบบวิจัย กกร. ปม 'สินบน' ชี้กลุ่มตัวอย่างน้อย-คำถามชี้นำ

อธิบดี คพ. ยังย้ำว่า หน่วยงานได้รับผลการประเมินเชิงคุณภาพระดับ “ดีเยี่ยม” หรือ Excellent ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน และห้องปฏิบัติการของ คพ. ยังได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการทดสอบและสอบเทียบ

“เรามีระบบตรวจสอบหลายชั้น ขั้นตอนเก็บตัวอย่างภาคสนามมีผู้ลงนามรับรองหลายฝ่าย ทำให้การทุจริตทำได้ยาก เราไม่ได้บอกว่าระบบสมบูรณ์แบบ แต่เราพยายามยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” ดร.สุรินทร์กล่าว

ท้ายที่สุด คพ. ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป พร้อมขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวังผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ คพ. หรือแอบอ้างผลตรวจด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ โดยหากพบพฤติกรรมน่าสงสัยสามารถแจ้งร้องเรียนผ่านช่องทางของกรมได้โดยตรง

กรณีดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นข้อถกเถียงเรื่องงานวิจัยหรือข้อกล่าวหาเรื่องสินบนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยเกี่ยวกับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และวิธีสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนในระยะยาวด้วย