Bangkok Climate Action Week (BKKCAW) 2026 เปิดตัวภายใต้แนวคิด “เราลิขิต เสกสรรค์เศรษฐกิจ ร่วมลิขิตฟ้าใหม่” (New Economy, New Climate) เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2569 เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
โดยงานปีนี้ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากจัดขึ้นก่อนการประชุมประจำปีของธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งจะมีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 สะท้อนความพยายามในการยกระดับบทบาทของเอเชียในการขับเคลื่อนวาระภูมิอากาศโลก พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ต่อผู้นำด้านนโยบายการเงิน การธนาคาร และผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกที่เดินทางเข้าร่วมประชุมในช่วงเวลาดังกล่าว
แนวคิด "เราลิขิต"
“ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย” ผู้ก่อตั้ง Just Transitions Incubator และประธานร่วมคณะกรรมการขับเคลื่อน Bangkok Climate Action Week (BKKCAW) กล่าวว่า BKKCAW ไม่ใช่ผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความพยายามร่วมกันที่สะท้อนพลังและจิตวิญญาณของผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนในสังคม โดยคณะทำงานเปรียบเสมือน “ห้องเครื่อง” สำคัญในการขับเคลื่อนงานปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้การเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศสามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงกับผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ งานยังได้รับคำปรึกษาจาก Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) และการสนับสนุนจากองค์กรระดับนานาชาติอย่าง Tara Climate Foundation และ The Rockefeller Foundation
สำหรับธีมงานปีนี้ “เราลิขิต เสกสรรค์เศรษฐกิจ ร่วมลิขิตฟ้าใหม่” ต้องการชี้ให้เห็นว่า วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่อาจแยกออกจากโครงสร้างเศรษฐกิจได้ การหยิบยกประเด็นเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของงาน เกิดขึ้นในจังหวะที่กรุงเทพมหานครจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ World Bank และ IMF ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาคประชาชนและเครือข่ายด้านสภาพภูมิอากาศจากเอเชียจะได้ส่งเสียงไปยังผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกโดยตรง
“ลีโอ” ระบุว่า โลกกำลังเผชิญ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ทั้งภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนมีรากมาจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการเติบโตที่ไม่สมดุล อย่างไรก็ตาม แนวคิด “เราลิขิต” ยังสะท้อนความเชื่อว่า ทั้งเศรษฐกิจและอนาคตด้านภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งตายตัว หากเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถร่วมกันออกแบบและเปลี่ยนแปลงได้ ผ่านการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นธรรม ยั่งยืน และตอบโจทย์อนาคตมากกว่าเดิม
เป้าหมายดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดผ่าน 10 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงาน อาหาร ธรรมชาติ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เมืองและการเดินทาง การศึกษา การท่องเที่ยวและการบริการ ชุมชน เศรษฐกิจ และศิลปะและวัฒนธรรม ควบคู่กับ 6 ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงทุกสาขาเข้าด้วยกัน ได้แก่ นโยบาย กฎหมายและการกำกับดูแล ความร่วมมือเชิงพื้นที่ เศรษฐกิจและการเงิน กลไกการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และความร่วมมือในระดับภูมิภาค
อากาศกรุงเทพฯ แนวโน้มดีขึ้น
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงความสำเร็จจากการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของคนเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ชาวกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.5 ล้านต้น และช่วยลดปริมาณขยะจากเดิม 10,000 ตันต่อวัน เหลือเพียง 9,000 ตันต่อวัน หรือลดลงร้อยละ 10 นอกจากนี้ คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ยังมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยจำนวนวันที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ลดลงถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
"การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเพียงองค์กรขนาดใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายในระยะยาว แต่เกิดจากการรวมพลังของประชาชนทุกคน ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราต้องลิขิตชะตาชีวิตของเราเองผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่พึ่งพาเพียงโชคชะตา"
งาน BKKCAW ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมระยะสั้น 9 วันเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มตลอดทั้งปีสำหรับการเรียนรู้ การสร้างความร่วมมือ และการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้เกิดผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ภาครัฐในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมสร้างเมืองที่ยั่งยืนสำหรับคนทุกรุ่น
ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว
"วีระศักดิ์ โควสุรัตน์" กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ระบุว่าปัญหาเรื่องฝนแล้ง ปุ๋ยราคาแพง หรือราคาสินค้าที่สูงขึ้น อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นและผ่านไป อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือความจริงที่จะคงอยู่และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปี
บทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อเตือนใจถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ และย้ำว่าการเตรียมความพร้อมและการจัดการในปัจจุบันยังคงมีสิ่งที่ต้องทำอีกเป็นจำนวนมาก
งาน BKKCAW ครั้งนี้คือการเปรียบเทียบภาคประชาชนและอาสาสมัครเป็นเหมือน "มด" ตัวเล็ก ๆ แม้แต่ละหน่วยจะมีข้อจำกัดหรือมีกำลังน้อย แต่หากมีการตื่นตัวและร่วมมือกันในระดับฐานรากจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้
“วีรศักดิ์” กล่าวด้วยว่า โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันคือ "การปรับตัว" หรือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้ได้ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มคนที่มีทรัพยากรน้อยกว่าหรือมีความเปราะบางสูง เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่รอดในสังคมร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม
IMF-World Bank ดึงผู้นำโลก
“มาร์ค ฟอร์นี” Lead Specialist ด้านความยืดหยุ่นของเมือง ธนาคารโลก กล่าวว่า การประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก จะมีผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากทั่วโลกกว่า 20,000 คน เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนการลงทุนที่ชาญฉลาดและการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก ผ่านความสำเร็จและนวัตกรรมหลายด้านที่ถือเป็นครั้งแรกของโลกและของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศไทยและสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นคู่ประเทศแรกของโลกที่ดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศภายใต้กรอบของ Paris Agreement ได้สำเร็จ สะท้อนบทบาทใหม่ของไทยในตลาดคาร์บอนโลก
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่นำร่องด้านนวัตกรรมขนส่งสาธารณะ ผ่านการนำรถเมล์ไฟฟ้า Blue EV Bus มาใช้งานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมืองใหญ่ นอกจากนี้ ภาคการเงินไทยยังเริ่มขยับสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม โดย Krungthai Bank เตรียมเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่สามารถเข้าร่วมตลาดคาร์บอน ภายใต้การสนับสนุนของ Securities and Exchange Commission of Thailand และ Bank of Thailand ซึ่งสะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ การเงิน และภาคธุรกิจในการผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
กทม. กำลังเร่งดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารในสังกัดทุกแห่ง รวมถึงการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงานในอาคารสำนักงานเขตและโรงพยาบาลทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคมนี้ เพื่อนำผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปขายในตลาดต่างประเทศให้แก่ผู้ซื้อภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นโมเดลที่ธนาคารโลกให้ความสนใจอย่างมาก
"ประเทศไทยได้วางรากฐานหรือ 'ท่อส่งเงิน' ไว้พร้อมแล้ว เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายมารวมตัวกันนั้นคุ้มค่าเพียงใด กระทรวงการคลังได้ขอให้ธนาคารโลกขยายผลโมเดลความสำเร็จของกรุงเทพฯ ไปยัง 10 จังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนอีกหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคอุตสาหกรรม โรงแรม ศูนย์การค้า และอาคารสาธารณะ”


