วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

มติประวัติศาสตร์ ศาลโลกชี้ ทุกประเทศรับผิดชอบโลกร้อน ไทยหนุน-สหรัฐฯ+8 ชาติค้าน

มติประวัติศาสตร์ ศาลโลกชี้ ทุกประเทศรับผิดชอบโลกร้อน ไทยหนุน-สหรัฐฯ+8 ชาติค้าน

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ลงมติ 141 ต่อ 8 รับรองความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ระบุว่ารัฐต่าง ๆ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้มติดังกล่าวไม่มีผลบังคับโดยตรง แต่ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั่วโลก

การลงมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวานที่ผ่านมา (21 พฤษภาคม 2569) เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

โดยมี 28 ประเทศงดออกเสียง ขณะที่สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิหร่าน อิสราเอล เยเมน ไลบีเรีย และเบลารุส เป็นกลุ่มประเทศที่ลงคะแนนคัดค้าน ในทางกลับกัน ประเทศยุโรปหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ลงคะแนนสนับสนุนมติดังกล่าว

มติประวัติศาสตร์ ศาลโลกชี้ ทุกประเทศรับผิดชอบโลกร้อน ไทยหนุน-สหรัฐฯ+8 ชาติค้าน

รับรองความเห็น ICJ ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ”

มติดังกล่าวเสนอโดยวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเนื้อหาหลักเป็นการรับรองความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ระบุว่า รัฐต่าง ๆ มีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมภาวะโลกร้อน

แม้ความเห็นของ ICJ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะเดียวกับคำพิพากษาคดีระหว่างประเทศ แต่มีน้ำหนักในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศและสามารถถูกใช้อ้างอิงในคดีด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มเผชิญการฟ้องร้องจากภาคประชาชนและองค์กรสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวหารัฐบาลหรือบริษัทพลังงานว่าล้มเหลวในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยผู้พิพากษาในบางประเทศเริ่มอ้างอิงหลักการด้านสิทธิในการมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสิทธิในการดำรงชีวิตควบคู่กับประเด็นสภาพภูมิอากาศ

นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมมองว่า การรับรองของ UN ครั้งนี้ อาจทำให้ความเห็นของ ICJ กลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ในการตีความความรับผิดชอบของรัฐต่อวิกฤติภูมิอากาศในอนาคต

สหรัฐฯ คัดค้าน ท่ามกลางนโยบายหนุนฟอสซิล

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ลงคะแนนคัดค้านมติดังกล่าว
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) อีกครั้ง รวมถึงลดบทบาทในความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และเดินหน้านโยบายสนับสนุนการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ

"แทมมี บรูซ" รองเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า มติดังกล่าวมีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และระบุว่าวอชิงตันไม่เห็นความจำเป็นที่เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องจัดทำรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายตามมติดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Associated Press รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ กดดันวานูอาตูถอนมติดังกล่าวออกจากการพิจารณา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ก็อยู่ในกลุ่มคัดค้านเช่นกัน ขณะที่กาตาร์และไนจีเรียเลือกงดออกเสียง

เลขาธิการ UN ชี้รัฐต้องปกป้องประชาชน

"อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวหลังการลงมติว่า มติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลทั่วโลกมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

“นี่คือการยืนยันที่ทรงพลังต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องผู้คนจากวิกฤติภูมิอากาศ” กูเตอร์เรสระบุผ่านแพลตฟอร์ม X

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของ UN ที่พยายามผลักดันให้ปัญหาสภาพภูมิอากาศถูกมองเป็นทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงระหว่างประเทศ
ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกแนวหน้าของวิกฤติ

สำหรับวานูอาตูและประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของประเทศ

"โอโด เทวี" เอกอัครราชทูตวานูอาตูประจำสหประชาชาติ กล่าวก่อนการลงมติว่า ความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริงแล้ว โดยเฉพาะในชุมชนชายฝั่งและหมู่เกาะที่กำลังเผชิญภัยแล้ง พื้นที่เกษตรเสียหาย และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
“ประเทศและประชาชนที่แบกรับผลกระทบหนักที่สุด มักเป็นกลุ่มที่มีส่วนสร้างปัญหาน้อยที่สุด” เขากล่าว

ด้าน "ราล์ฟ เรเกนวานู" รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของวานูอาตู ระบุว่า การยึดมั่นในหลักนิติธรรมระหว่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน และวิกฤตภูมิอากาศไม่ควรถูกละเว้นจากหลักการดังกล่าว

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกจำนวนมากต้องเผชิญการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำทะเลหนุนสูง และการสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

“ตูวาลู” กับความเสี่ยงจมหายจากแผนที่โลก

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือประเทศตูวาลู ซึ่งมีระดับความสูงเฉลี่ยเหนือระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 2 เมตร

รายงานระบุว่า ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของประเทศได้ยื่นขอวีซ่าอพยพด้านสภาพภูมิอากาศไปยังออสเตรเลีย แม้จะมีผู้ได้รับอนุมัติเพียงบางส่วนในแต่ละปี
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2100 พื้นที่ส่วนใหญ่ของตูวาลูอาจจมอยู่ใต้น้ำในช่วงน้ำขึ้นสูง หากระดับน้ำทะเลยังคงเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ประเทศนาอูรูได้เริ่มขายหนังสือเดินทางแก่ชาวต่างชาติผู้มีฐานะ เพื่อระดมทุนสำหรับการปรับตัวและอาจรวมถึงแผนย้ายถิ่นฐานในอนาคต

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า หลายประเทศกำลังเผชิญต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตภูมิอากาศโดยตรง ทั้งการสูญเสียที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางอาหาร และแรงกดดันด้านการอพยพย้ายถิ่น

เป้าหมาย 1.5 องศาใกล้เกินเอื้อม

ความตกลงปารีสปี 2015 กำหนดเป้าหมายร่วมกันของประชาคมโลกในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด “1.5 to stay alive”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจำนวนมากเตือนว่า โลกกำลังเข้าใกล้จุดที่อาจไม่สามารถรักษาเป้าหมายดังกล่าวได้อีกต่อไป แม้จะมีการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วก็ตาม

ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกชี้ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 1.2 องศาเซลเซียส และช่วงสิบปีที่ผ่านมาเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศา ความเสี่ยงของเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า

ผลกระทบต่อรัฐบาล ธุรกิจ และกฎหมายระหว่างประเทศ

แม้มติของ UN จะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง แต่ผู้อาจเพิ่มแรงกดดันทั้งทางการเมือง กฎหมาย และเศรษฐกิจต่อประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ รวมถึงภาคธุรกิจพลังงาน
หลายฝ่ายคาดว่า ความเห็นของ ICJ อาจถูกนำไปใช้อ้างอิงในคดีฟ้องร้องด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้นในอนาคต ทั้งการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดการปล่อยคาร์บอน หรือการเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทพลังงานรายใหญ่

ภาคธุรกิจเองก็อาจเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนและผู้บริโภคให้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใสมากขึ้น
ด้านวิชาล ปราซาด ผู้อำนวยการกลุ่ม Pacific Islands Students Fighting Climate Change ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักที่ผลักดันให้ ICJ พิจารณาประเด็นนี้ กล่าวว่า การลงมติครั้งนี้คือคำมั่นของประชาคมโลกในการ “ทำให้ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง”

แม้มติดังกล่าวจะไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายของประเทศต่าง ๆ ได้ในทันที แต่การรับรองโดย UN ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญว่า ประเด็นสภาพภูมิอากาศกำลังถูกยกระดับจากเป้าหมายเชิงนโยบาย ไปสู่กรอบความรับผิดชอบทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต

 

 

ที่มา: The Guardian, USUN, UN

ภาพประกอบ : Climate Home News