วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'เอเลี่ยนสปีชีส์' ภัยมืดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 'สัตว์ท้องถิ่น'

'เอเลี่ยนสปีชีส์' ภัยมืดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 'สัตว์ท้องถิ่น'

ในสายตาของนักท่องเที่ยว "ทุ่งดอกบัวตอง" ที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามเต็มยอดดอยคือภาพจำที่แสนงดงาม แต่ในสายตาของ นักนิเวศวิทยา พื้นที่เหล่านั้นคือ "พื้นที่สีเหลืองมรณะ" เพราะดอกบัวตองเหล่านี้คือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานซึ่งมีความสามารถในการครอบครองพื้นที่สูงมาก จนพืชท้องถิ่นดั้งเดิมไม่สามารถเติบโตแทรกตัวขึ้นมาได้เลยแม้แต่ต้นเดียว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปัญหา Invasive Alien Species หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาแล้วสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น

 

เอเลี่ยนสปีชีส์.....กลุ่มรุกราน

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงาน ถอดรหัส "ความหลากหลายทางชีวภาพ" พร้อมเปิดโรดแมปเชิงรุก  จัดโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่าง "Alien Species" (ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั่วไป) ที่เข้ามาแล้วอาจจะตายไปเองหรือปรับตัวอยู่เงียบๆ กับกลุ่มที่ "Invasive" (รุกราน) ซึ่งเป็นกลุ่มอันตราย ตัวอย่างที่อยู่ใกล้ตัวคนเมืองมากที่สุดคือ "หอยทากยักษ์แอฟริกา"

ซึ่งพบว่ากว่า 90% ของหอยทากที่เดินต้วมเตี้ยมในกรุงเทพฯ หลังฝนตกไม่ใช่หอยท้องถิ่น แต่เป็นผู้บุกรุกจากแดนไกล หรือแม้แต่ "นกพิราบ" ที่เราคุ้นเคย ซึ่งแท้จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดจากพื้นที่เขตร้อนในเอเชียและยุโรป พวกมันชอบทำรังอยู่หลังคอมเพรสเซอร์แอร์เพราะความร้อนสะสมคล้ายถิ่นที่อยู่เดิม และได้กลายเป็นพาหะนำโรคและสร้างความรำคาญในปัจจุบัน

การปล่อยสัตว์เพื่อสะดาะเคราะห์

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในสังคมไทยคือความเชื่อเรื่องการปล่อยสัตว์เพื่อสะดาะเคราะห์ โดยเฉพาะ "เต่าญี่ปุ่น" หรือ "เต่าแก้มแดง" ที่ตอนเด็กตัวเล็กน่ารักจนคนนิยมซื้อมาเลี้ยง แต่พอตัวใหญ่ขึ้นจนเลี้ยงไม่ไหว ก็นำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติเพราะหวังจะได้บุญ แต่ผลที่ได้กลับเป็นบาปมหันต์ เพราะเต่าเหล่านี้มีความอึดและดุร้ายกว่าเต่าท้องถิ่น มันจะเข้าไปแย่งอาหารและที่อยู่จนเต่าไทยแท้ๆ ค่อยๆ สูญพันธุ์ไป เช่นเดียวกับ "ปลาซักเกอร์" ที่ถูกทิ้งจากตู้ปลาลงสู่แม่น้ำ และ "ปลาหมอคางดำ" ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

 

'เอเลี่ยนสปีชีส์' ภัยมืดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 'สัตว์ท้องถิ่น'

 

ความโหดร้ายของเอเลี่ยนสปีชีส์ ในระดับโลกนั้นรุนแรงจนน่าตกใจ ยกตัวอย่าง เกาะเซาท์จอร์เจีย ที่เคยถูก "หนูดำ" รุกรานจากการติดมากับเรือขนส่ง หนูเหล่านี้ไม่มีศัตรูทางธรรมชาติบนเกาะ พวกมันจึงขยายพันธุ์และเริ่มล่า "นก" ที่ทำรังบนพื้นดิน โดยมีพฤติกรรมสุดสยองคือการเข้าไปกินส่วนก้นหรือแม้แต่ "เจาะกินสมองนก" ทั้งที่นกยังมีชีวิตอยู่ 

จนต้องมีการทำโครงการกำจัดหนูแบบถอนรากถอนโคน 100% เพื่อกอบกู้ระบบนิเวศคืนมา หรือกรณีของ "งูหลามน้ำตาล" ที่หลุดเข้าไปในเกาะกวมผ่านตู้สินค้า จนทำให้สายการบินและบริษัทขนส่งระดับโลกอย่าง FedEx หรือ UPS ต้องติดตั้งเครื่องสแกนงูอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้มันแพร่กระจายไปที่อื่น

 

อย่างไรก็ตาม เรายังพอมีความหวังในการฟื้นฟูธรรมชาติ หากมนุษย์ยอมเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ทำลาย" เป็น "ผู้พิทักษ์" เช่นในต่างประเทศมีกลุ่มอาสาสมัครที่เรียกตัวเองว่า "Weed Warrior" ที่รวมตัวกันออกไปถอนวัชพืชต่างถิ่นอย่าง "ปืนนกไส้" (ดอกไม้สีขาวเล็กๆ ที่เมล็ดชอบติดขากางเกง) ออกจากพื้นที่ป่าทุกเดือนเพื่อให้พืชท้องถิ่นมีโอกาสกลับมาเติบโต หรือในเขตแอตแลนติกที่มีการรณรงค์ให้ล่า "ปลาสิงโต" (Lionfish) ซึ่งเป็นปลานักล่าที่หลุดเข้าไปทำลายระบบนิเวศ มาทำเป็นอาหารเพื่อลดจำนวนประชากร

ท้ายที่สุดนี้ บทเรียนจากการรื้อถอนเขื่อนในอเมริกาแสดงให้เห็นว่า การจะเอาชนะเอเลี่ยนสปีชีส์ได้ เราต้องรวดเร็วกว่าพวกมัน เพราะทันทีที่ระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัว สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นจะเป็นพวกแรกๆ ที่พยายามเข้ามายึดครองพื้นที่ การรักษาสมดุลของธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องของการปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม แต่คือการใส่ใจและไม่นำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปทำลาย "บ้าน" ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอีกต่อไป