เมื่อ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกป่า แต่คือ “ทุนทางเศรษฐกิจ” และเครื่องมือรับมือวิกฤติภูมิอากาศโลก เจาะลึกยุทธศาสตร์ความยั่งยืนยุคใหม่ ที่เปลี่ยนผืนป่าให้กลายเป็นกลไกเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมผลักดันโมเดลชุมชนไทยสู่มาตรฐานสากล OECM และเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ
ท่ามกลางวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ คำว่า "ทุนธรรมชาติ" (Natural Capital) และ "ความหลากหลายทางชีวภาพ" (Biodiversity) ได้ขยับบทบาทจากเรื่องของนักอนุรักษ์ ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของภาคเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล 22 พ.ค. 2569
ภายใต้แนวคิด “Acting locally for global impact” ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก โมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยกำลังถูกยกระดับไปอีกขั้น เพื่อพิสูจน์ว่า "คน ป่า และธุรกิจ" สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าร่วมกันได้จริง
จาก “ปลูกคน ปลูกป่า” สู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า รากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนนี้ มาจากประสบการณ์กว่า 38 ปี ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 91,779 ไร่ ซึ่งถูกใช้เป็นห้องทดลองทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ผ่านแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) หรือการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน
ผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ทางวิทยาศาสตร์จากการสำรวจล่าสุด พบว่าผืนป่าดอยตุงเป็นแหล่งรวมของ
- พันธุ์ไม้ 1,459 ชนิด: ในจำนวนนี้มีการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด เช่น นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ
- สัตว์ป่า 1,177 ชนิด: โดยมีสัตว์ป่าคุ้มครองและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่าง เลียงผา และ เต่าปูลู อาศัยอยู่ด้วย
ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ แต่ยังถูกนำมาใช้ประเมิน "ความเสี่ยงทางธรรมชาติ" (Nature-related Risks) เพื่อวางแผนรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบต่อภาคการเกษตรและระบบนิเวศในระยะยาว
3 กลไกสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ไทยกำลังขับเคลื่อน
ธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่อีกต่อไป มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมมือกับภาครัฐอย่าง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. หรือ ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และสถาบันการศึกษาระดับโลกอย่าง มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เพื่อเดินหน้า 3 กลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการอนุรักษ์ของไทย
กลไก/เป้าหมายสากลรูปแบบการดำเนินงานและพื้นที่นำร่อง
- พื้นที่ OECM (เป้าหมาย 30x30) การผลักดันพื้นที่ดอยตุง และป่าชุมชน 11 แห่ง ให้เป็น "พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์" เพื่อตอบสนองเป้าหมายโลกในการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลให้ได้อย่างน้อย 30 % ภายในปี 2573 โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม High Ambition Coalition for Nature and People (HAC)
- เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกการซื้อขายเครดิตฯ ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ชุมชนที่ดูแลป่า
- เวทีโลก CBD COP17 เตรียมนำโมเดลความร่วมมือระหว่างชุมชนและวิทยาศาสตร์ ไปนำเสนอในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในช่วงปลายปี 2569
ขยายผลสู่นิเวศป่าชายเลน และ บริการที่ปรึกษาภาคธุรกิจ
ความรู้จากยอดดอยกำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับระบบนิเวศที่แตกต่างออกไป โดยมีการริเริ่มโครงการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในป่าชายเลน พื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ในจังหวัดตรัง (ระยะเวลาดำเนินงานปี 2568–2570) ซึ่งเป็นความร่วมมือพหุภาคีทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนอย่าง ปตท. และ สผ.
นอกจากนี้ ในมุมของภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวตอบรับเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น องค์ความรู้เหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็น บริการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Advisory Service) เพื่อช่วยภาคเอกชนออกแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ตั้งของธุรกิจ เช่น โครงการคืนผ่าสู่ธรรมชาติ (Rewilding) ในพื้นที่อุตสาหกรรมชลบุรี และการจัดการระบบน้ำชุมชนที่เชียงดาว ยอดดอยและผืนป่าจึงไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียว แต่คือต้นทุนและทางรอดของเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่จับต้องได้จริง

