ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่อห้ามสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงที่เป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
โดยการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ)และจะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สปป. ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
“เพื่อให้ไทยสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด เป็นการแสดงความพร้อมใน WTO และภาคผนวกข้อผูกพันเฉพาะรายประเทศภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐและไทย ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอเรื่อง การให้การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ”
เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้การยอมรับพิธีสารฯตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ พณ. นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังWTO
โดยความตกลงฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1. ความตกลงฯ มีขอบเขตครอบคลุมเฉพาะการอุดหนุนการทำประมงในทะเลตามธรรมชาติและกิจกรรมในทะเลที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง ซึ่งไม่รวมถึงการอุดหนุนแก่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและ การทำประมงน้ำจืด
2.ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนแก่เรือประมงหรือผู้ประกอบการประมงหลังจากถูกตัดสินว่ามีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) หรือกิจกรรมที่สนับสนุนการทำ IUU Fishing
3. ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในกลุ่มสัตว์น้ำที่ถูกจับมากเกินควร (Overfished Stocks) ยกเว้นในกรณีที่สมาชิกมีการอุดหนุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ หรือมีการดำเนินมาตรการอื่นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนก็จะสามารถให้การอุดหนุนประมงในกลุ่มที่เป็น Overfished Stocks ต่อไปได้
4.ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง (ทะเลหลวง) ที่ไม่มีหน่วยงานใดควบคุมดูแล รวมทั้งการให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการอุดหนุนเรือประมงที่ไม่ได้ชักธงของรัฐ และการอุดหนุนในพื้นที่ที่ไม่ทราบสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำ
5.กำหนดให้มีการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) โดยยกเว้นจากการห้ามอุดหนุนที่นำไปสู่ IUU Fishing และการอุดหนุนที่เกี่ยวข้อง Overfished Stocks เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) (ประเทศไทย ยังสามารถดำเนินการอุดหนุนได้เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายใน เขต EEZ ดังกล่าว เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับตัวกับมาตรการดังกล่าวได้)
6.ให้มีกลไกการให้เงินสนับสนุน หรือกองทุนภายใต้ WTO เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่สมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและ LDCs ในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงฯ
“กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ความตกลงฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็น การส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและประเทศไทยจะปฏิบัติตาม ความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกโดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงฯ จะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม”
ตลอดจนความตกลงฯ ไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การจำกัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลงฯ เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย


