วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ปานิปัต’ เมืองหลวงขยะเสื้อผ้า คนงานปอดพัง-ผิวไหม้ สังเวยอุตสาหกรรมแฟชั่นหมุนเวียน

‘ปานิปัต’ เมืองหลวงขยะเสื้อผ้า คนงานปอดพัง-ผิวไหม้ สังเวยอุตสาหกรรมแฟชั่นหมุนเวียน

เมืองปานิปัต (Panipat) ในอินเดีย ถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งของเหลือทิ้ง” เนื่องจากเมืองนี้รับ “ขยะฟาสต์แฟชั่น” ปริมาณมหาศาลจากกลุ่มประเทศในแถบซีกโลกเหนือ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น โดยในแต่ละปีเมืองนี้จะรองรับและแปรรูปขยะสิ่งทอได้มากถึงประมาณ 1 ล้านตัน ผ่านเครือข่ายโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 20,000 แห่ง และมีกำลังแรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 300,000 คน 

คนงานจะเริ่มคัดแยกเสื้อผ้ามือสองจากทางเรือ เพื่อนำมาเลาะซิป กระดุม และซับในออก ก่อนจะถูกนำเข้าเครื่องย่อยและปั่นใหม่จนกลายเป็น “เส้นด้ายราคาถูก” (shoddy yarn) ซึ่งเส้นด้ายเหล่านั้นจะถูกนำไปฟอก ย้อม และทอเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น พรม ผ้าห่ม และของตกแต่งบ้าน เพื่อนำไปกลับไปขายในแบรนด์ค้าปลีกระดับโลก หรือส่งไปช่วยเหลือในค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลก เมืองนี้จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับนานาชาติ

 

โรคร้ายจากฝุ่นฝ้าย

อากาศภายในโรงงานรีไซเคิลเมืองปานิปัต เต็มไปด้วยละอองฝ้ายที่ลอยฟุ้งราวกับหิมะสกปรกที่ปกคลุมไปทุกพื้นผิว คนงานต้องใช้ผ้าคลุมหน้าพันไว้แน่น เพื่อกันฝุ่นขณะตัดเย็บเสื้อผ้ามือสอง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไร 

ทุกเย็นหลังเลิกงาน นีร์มา เดวี คนงานวัย 27 ปี มีอาการแน่นหน้าอก ผิวหนังคันอย่างรุนแรง และบางคืนเธอก็สำลักอากาศจนแทบหายใจไม่ออก แพทย์ระบุว่าอาการไอเรื้อรังเกิดจากการสูดดมฝุ่นและเส้นใยเข้าสู่ปอดทุกวัน และแนะนำให้เธอลาออก แต่ด้วยฐานะที่ยากจนเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนทำงานต่อ

ราเชส แรงงานอีกคนที่ทำงานในแผนกย่อยสลายผ้ามานานหลายทศวรรษ มีอาการไอแห้ง ๆ ตลอดเวลาและหายใจสั้น ฝุ่นเส้นใยละเอียดขนาดเล็กได้เข้าไปสะสมในลำคอและปอดของเขา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างรุนแรง

ดร.ภาวานี ชังการ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ เผยว่าคนงานส่วนใหญ่มาพบแพทย์ตอนที่เริ่มหายใจลำบากแล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้จนกลายเป็น “โรคพังผืดในปอด” (Fibrosis) ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว ปอดจะไม่สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม และทำให้อายุขัยสั้นลง

นอกจากโรคทางเดินหายใจแล้ว คนงานในโรงงานก็ยังเป็นโรคผิวหนังด้วย โดยเฉพาะในแผนกย้อมสีที่มักมีตุ่มหนองขึ้นตามร่างกายเนื่องจากสารเคมีกระเด็นใส่ขณะทำงาน ขณะเดียวกันพนักงานโรงงานหลายแห่งต้องสัมผัสกับสารเคมีอันตราย เช่น กรดกำมะถันด้วยมือเปล่า ซึ่งทำให้ผิวหนังอักเสบ รวมถึงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไมเกรน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

อีกทั้งระบบระบายอากาศในโรงงานยังไม่ประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยไมโครพลาสติกจากเส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ ทำให้ปอดของคนงานไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ จนกลายเป็นกลุ่มเปราะบางเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน น้ำเสียที่ไหลจากโรงงานก็ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ จนทำให้ชาวบ้านในเมืองป่วยเป็นโรคผิวหนังและมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จนชาวบ้านต้องปิดบ่อน้ำบาดาลของตนเอง

ความรับผิดชอบที่ถูกละเลย

แม้อุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะสิ่งทอในปานิปัต จะดูเป็น “แฟชั่นยั่งยืน” ที่ช่วยแก้ปัญหาขยะแฟชั่น แต่ในความเป็นจริงมันคือ “ลัทธิล่าอาณานิคมทางขยะ” (Waste Colonialism) ประเทศที่ร่ำรวยส่งออกขยะของตนเองมายังประเทศที่ยากจนกว่า โดยทิ้งภาระทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนในท้องถิ่นแบกรับ 

ขณะเดียวกัน เจ้าของโรงงานหลายแห่งมักปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างแต่เพียงว่าโรงงานจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้แล้ว แต่คนงานที่ “ไร้การศึกษา” ไม่ยอมสวมใส่เองเพราะรู้สึกอึดอัด ซึ่งเท่ากับเป็นการโยนความผิดให้แก่แรงงาน ตามคำกล่าวของนิติน อโรรา ประธานสมาคมผู้ประกอบการย้อมสีในปานิปัต 

อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงที่พบคือโรงงานส่วนใหญ่ไม่มีการระบายอากาศที่เหมาะสม และคนงานต้องทำงานในพื้นที่ปิดทึบโดยไม่มีหน้ากากอนามัยมาตรฐาน สวัสดิการด้านสุขภาพหรือประกันสังคมเป็นสิ่งที่แทบไม่มีอยู่จริงในกลุ่มแรงงานนอกระบบเหล่านี้

ริเทช การ์ก ผู้อำนวยการโรงงานแห่งหนึ่ง ยอมรับว่าวงจรที่เรียกว่าแฟชั่นหมุนเวียน มีความบกพร่องในทางปฏิบัติ “ในขณะที่โลกยกย่องการรีไซเคิล แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยแรงงานที่สูดดมฝุ่นและแม่น้ำถูกย้อมจนเป็นสีดำ”

ระบบเศรษฐกิจที่เน้นความเร็วและราคาถูก กดดันให้โรงงานในปานิปัตต้องลดต้นทุน เมื่อแบรนด์ต้องการกำไรสูงสุด ความปลอดภัยของแรงงานจึงกลายเป็นเรื่องรอง และคนงานที่ทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกหักค่าจ้างทันที โดยที่แบรนด์ไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาที่แรงงานต้องเจอ

ปัญหาส่วนใหญ่ ยังถูกซ้ำเติมจากการไม่บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เห็นได้จากศาลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสั่งปิดโรงงานฟอกย้อมที่ผิดกฎหมายหลายแห่งในปานิปัต แต่โรงงานที่ถูกสั่งปิดมักจะแอบกลับมาเปิดใหม่ภายใต้ชื่ออื่น ขณะเดียวกัน ศาลมีการสั่งปรับโรงงานที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่มีใครต้องเสียเงินเลย ตามคำกล่าวว่าของ วรุณ กูลาตี นักสิ่งแวดล้อม

 

ทางออกและการแก้ปัญหา

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและการสร้างมาตรฐานแรงงานที่ตรวจสอบได้ คนงานควรเข้าถึงการตรวจสุขภาพเป็นประจำและมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าผ้าคลุมหน้าแบบเดิม

นอกจากนี้ แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากการขึ้นภาษีนำเข้าสิ่งทอของสหรัฐ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เมื่อออเดอร์ลดลง คนงานที่ยากจนที่สุดจะถูกเลิกจ้างเป็นกลุ่มแรก ส่งผลให้เกิดปัญหา “แรงงานเด็ก” ตามมา เช่นกรณีของเด็กชายวัย 12 ปีที่ต้องมาทำงานแกะซิปเสื้อผ้าแทนพ่อที่ตกงาน

ดร.ชิฟ ซิงห์ ราวัต อดีตเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ชี้ว่าความรับผิดชอบต้องมาจากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้บริโภค หากไม่มีความรับผิดชอบร่วมกัน น้ำเสียที่เป็นพิษจะยังคงไหลลงสู่แม่น้ำยมุนาและทำลายสุขภาพของคนนับล้านต่อไป

กลุ่มนักรณรงค์เสนอว่าควรมีการใช้ “พาสปอร์ตดิจิทัล” สำหรับเสื้อผ้าทุกชิ้นเพื่อระบุที่มาและกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใส สิ่งนี้จะช่วยกดดันให้แบรนด์ระดับโลกต้องหันมาดูแลห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างจริงจังตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการรีไซเคิล

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปรับปรุงระบบระบายอากาศในโรงงานและการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่าง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ ที่สำคัญนายจ้างจำเป็นต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของคนงานที่ป่วยจากการทำงาน ดังที่ มาธูรี คนงานในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเสื้อผ้ากล่าวว่า “หากพวกเขาต้องการให้เราทำงานนี้ต่อไป พวกเขาก็ต้องช่วยให้เรามีชีวิตรอดด้วย”

เพราะความหมายที่แท้จริงของการรีไซเคิล ไม่ใช่แค่การหมุนเวียนทรัพยากรที่เอาชีวิตคนมาแลกกับกำไร แต่ต้องเป็นการสร้างความยั่งยืนที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานไปพร้อมกัน


ที่มา: AljazeeraAtmos EarthCNNThe Guardian